แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล เป็นเกมพรีเมียร์ลีกที่ตัดสินกันด้วยความเฉียบในครึ่งแรกและวินัยเกมรับในช่วงท้าย ซิตี้ออกสตาร์ตได้ดุดัน ครองบอลและคุมจังหวะช่วงต้นเกมก่อนจะขึ้นนำจากทีเด็ดของ Nico O’Reilly ในนาที 14 จากนั้นนิวคาสเซิ่ลตอบโต้ไวด้วยประตูตีเสมอของ Lewis Hall ในนาที 22 ที่มีจังหวะแฉลบเปลี่ยนทางเล็กน้อย แต่ซิตี้ไม่ปล่อยให้เกมไหลไปทางทีมเยือนนาน เพราะกลับมานำอีกครั้งในนาที 27 เมื่อ Erling Haaland เปิดบอลให้ O’Reilly โหม่งเป็นประตูชัย ครึ่งหลังเกมตึงขึ้นเรื่อย ๆ “สาลิกาดง” โหมกดดันช่วงท้ายแต่ทวงคืนไม่สำเร็จ จบเกมซิตี้ชนะ 2-1 เก็บ 3 แต้มสำคัญต่อการลุ้นหัวตาราง

ภาพรวมของเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล สะท้อนชัดว่าซิตี้ชิงความได้เปรียบได้เร็วและรู้วิธีบริหารความเสี่ยงเมื่อขึ้นนำ โดยเฉพาะเมื่อสกอร์ขยับเป็น 2-1 ตั้งแต่ครึ่งแรก ทีมเจ้าบ้านเลือกคุมเกมด้วยการครองบอลและคุมพื้นที่แดนกลางให้แน่น ไม่เปิดช่องให้โดนสวนกลับง่าย ๆ ขณะเดียวกันนิวคาสเซิ่ลก็ไม่ได้ยอมง่าย ๆ เพราะครึ่งหลังพยายามเร่งเกม ไล่เพรส และหาโอกาสจากลูกนิ่งและการบุกด้านข้างมากขึ้น แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่คมพอจะทวงแต้มกลับบ้านได้ โดยเฉพาะช่วงทดเจ็บที่เกือบตีเสมอแต่ Donnarumma เซฟสำคัญช่วยรักษาสกอร์ไว้ได้จนสิ้นเสียงนกหวีด

สรุปผลการแข่งขัน แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล

รายการ รายละเอียด
ผลการแข่งขัน แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล
วันที่แข่งขัน 21 กุมภาพันธ์ 2026
ผู้ทำประตู Nico O’Reilly 14’, 27’ | Lewis Hall 22’
จุดโทษ / ใบแดง ไม่มีจุดโทษ และไม่มีใบแดง
จุดตัดสินเกม ซิตี้คมครึ่งแรก + วินัยเกมรับช่วงท้าย + เซฟสำคัญของ Donnarumma

เกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล มีไฮไลท์หลักอยู่ในครึ่งแรกที่ยิงกันแบบรวดเร็วถึง 3 ประตู เริ่มจากนาที 14 O’Reilly ยิงไกลหรือกดเต็มข้อให้ซิตี้ออกนำ 1-0 ก่อนที่นิวคาสเซิ่ลจะตีเสมอในนาที 22 จากลูกยิงของ Lewis Hall ที่มีจังหวะแฉลบเปลี่ยนทางเล็กน้อยช่วยให้บอลพุ่งเข้ากรอบ และเพียงไม่กี่นาทีถัดมา ซิตี้กลับมานำอีกครั้งในนาที 27 เมื่อ Haaland เปิดบอลให้ O’Reilly โหม่งเป็น 2-1 ซึ่งกลายเป็นประตูชัยในที่สุด ครึ่งหลังนิวคาสเซิ่ลพยายามกดดันเพื่อเอาประตูคืน แต่ซิตี้คุมสถานการณ์ได้ดีและป้องกันได้เหนียวแน่น โดยมี Donnarumma เซฟสำคัญในช่วงทดเจ็บช่วยปิดเกมและรักษา 3 แต้มไว้ได้

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ (Key Moments Timeline)

นาที เหตุการณ์ รายละเอียด
14’ GOAL O’Reilly ยิงไกล/กดเต็มข้อ ซิตี้ขึ้นนำ 1-0
22’ GOAL Lewis Hall ยิงตีเสมอ 1-1 มีจังหวะแฉลบเปลี่ยนทางเล็กน้อย
27’ GOAL Haaland เปิดให้ O’Reilly โหม่ง ซิตี้นำ 2-1 (ประตูชัย)
ท้ายเกม โหมกดดัน นิวคาสเซิ่ลบุกต่อเนื่องช่วงท้าย โดยเฉพาะทดเจ็บเกือบตีเสมอ แต่ Donnarumma เซฟสำคัญ

ซิตี้เปิดเกมในแมตช์ แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล ด้วยความดุดันและการคุมจังหวะที่ชัดเจน การได้ประตูนำในนาที 14 จาก O’Reilly ทำให้เจ้าบ้านยิ่งเล่นง่ายขึ้น เพราะสามารถครองบอลและบังคับให้เกมไปอยู่ในพื้นที่ที่ตัวเองต้องการได้มากกว่าเดิม ประตูดังกล่าวยังสร้างโมเมนตัมให้ทีมเดินหน้ากดดันต่อเนื่อง จนดูเหมือนว่าซิตี้จะได้เปรียบแบบเต็ม ๆ ในช่วงต้นเกม อย่างไรก็ตาม นิวคาสเซิ่ลแสดงให้เห็นว่าพวกเขามาเพื่อสู้จริง ไม่ได้มาแค่ตั้งรับ เพราะสามารถหาจังหวะโต้กลับและยิงตีเสมอได้เร็ว ซึ่งทำให้เกมมีความเข้มข้นและเปลี่ยนทิศทางได้ตลอดเวลา

ประตูตีเสมอของ Lewis Hall ในนาที 22 ของเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล เป็นจังหวะที่ช่วยปลุกความเชื่อมั่นให้ทีมเยือนอย่างชัดเจน แม้จะมีแฉลบเปลี่ยนทางเล็กน้อย แต่ภาพรวมมาจากการเติมเกมริมเส้นและการหาช่องยิงที่กล้าตัดสินใจ เมื่อสกอร์กลับมาเป็น 1-1 เกมเหมือนจะเปิดมากขึ้นและนิวคาสเซิ่ลเริ่มมีช่วงได้เล่นกับบอลมากขึ้น ทว่าซิตี้ตอบโต้ได้ทันทีในนาที 27 ด้วยประตู 2-1 ที่เกิดจากการประสานงานสำคัญของ Haaland ที่เปิดบอลให้ O’Reilly โหม่งเข้าไป ซึ่งนอกจากเป็นประตูชัยแล้ว ยังเป็นประตูที่ทำให้ซิตี้กลับไปได้เปรียบเชิงจิตวิทยา เพราะรีบกลับมานำหลังโดนตีเสมอไม่นานจนทำให้นิวคาสเซิ่ลต้องไล่ตามเกมที่เหลือทั้งหมด

ครึ่งหลังของเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล เป็นช่วงที่เกมตึงและเน้นรายละเอียดมากขึ้น ซิตี้เลือกคุมสถานการณ์ด้วยการครองบอลและการคุมพื้นที่แดนกลาง เพื่อไม่ให้นิวคาสเซิ่ลได้จังหวะเปลี่ยนเกมง่าย ๆ ขณะเดียวกัน “สาลิกาดง” ก็พยายามเพิ่มแรงกดดันอย่างต่อเนื่อง ทั้งการไล่เพรสสูง การบุกจากริมเส้น และการหาจังหวะยิงในพื้นที่อันตราย ช่วงท้ายเกมโดยเฉพาะทดเจ็บมีจังหวะที่นิวคาสเซิ่ลเกือบตีเสมอได้ แต่ Donnarumma อ่านทางบอลและเซฟสำคัญช่วยซิตี้ไว้ได้อย่างหวุดหวิด ซึ่งเป็นการปิดเกมที่มีค่ามากเพราะทำให้ 3 แต้มไม่หลุดมือ

วิเคราะห์แท็กติกและแผนการเล่น: ซิตี้คมครึ่งแรก นิวคาสเซิ่ลไล่บี้ครึ่งหลัง

หากมองเชิงแท็กติก เกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล ซิตี้มาในระบบ 4-1-3-2 ที่ให้ความสำคัญกับการคุมแดนกลางและการหาพื้นที่ในแนวรุกอย่างรวดเร็ว Rodri เป็นแกนหลักคุมจังหวะและตัดเกม ทำให้ทีมไม่เสียทรงแม้ช่วงหนึ่งจะโดนกดดัน นอกจากนี้ Haaland เป็นจุดค้ำเกมรุกที่ช่วยให้ซิตี้มีทางเลือกทั้งการครอสและการเล่นบอลตรงพื้นที่อันตราย โดยประตู 2-1 ที่ Haaland เปิดให้ O’Reilly โหม่ง คือภาพชัดของการใช้จุดแข็งนี้ ขณะที่ O’Reilly เองทำได้ครบทั้งการยิงไกลและการสอดเข้าพื้นที่ จึงกลายเป็นตัวตัดสินเกมด้วยสองประตูในครึ่งแรก

นิวคาสเซิ่ลในเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล ใช้ระบบ 4-3-3 ที่เน้นความยืดหยุ่นและการเพรสไล่แย่งบอลเพื่อพาเกมไปสู่พื้นที่สุดท้ายให้เร็ว Sandro Tonali มีบทบาทสำคัญในการคุมจังหวะและลูกนิ่ง ซึ่งช่วยให้ทีมเยือนไล่บี้ได้ดีขึ้นในครึ่งหลัง ขณะที่ Anthony Gordon เป็นคนพาบอลขึ้นหน้าและสร้างแรงกดดันต่อแนวรับซิตี้อย่างต่อเนื่อง ส่วน Lewis Hall นอกจากทำประตูตีเสมอ ยังเติมเกมริมเส้นได้อันตราย ทำให้ซิตี้ต้องคอยระวังการขึ้นเกมจากฝั่งของเขาตลอด อย่างไรก็ตาม แม้จะมีช่วงกดดันมากขึ้น แต่จังหวะสุดท้ายของนิวคาสเซิ่ลยังไม่เฉียบพอ ทั้งการยิงที่ติดบล็อกและการเข้าทำที่ยังขาดความแม่นยำในวินาทีตัดสิน

จุดตัดสินเชิงเกมของ แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล อยู่ที่ “ความเฉียบในครึ่งแรก” ของซิตี้และการปิดเกมด้วยวินัยเกมรับช่วงท้าย เพราะซิตี้ได้ประตู 2-1 หลังโดนตีเสมอไม่นาน ทำให้นิวคาสเซิ่ลต้องเป็นฝ่ายไล่ตามทั้งเกมที่เหลือ เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง ซิตี้ไม่ได้เร่งให้เกมเปิดโดยไม่จำเป็น แต่เลือกคุมจังหวะและลดความเสี่ยง ขณะเดียวกันเมื่อถูกบุกหนักช่วงท้าย Rodri ช่วยคุมแดนกลางไม่ให้หลุดทรง และ Donnarumma เซฟสำคัญในช่วงทดเจ็บทำให้สกอร์ไม่เปลี่ยน นี่คือรายละเอียดที่ทำให้เกมที่สูสีในหลายช่วงจบลงด้วยชัยชนะของซิตี้ในที่สุด

11 ตัวจริงและระบบการเล่น

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (4-1-3-2)

ตำแหน่ง รายชื่อ 11 ตัวจริง
GK Gianluigi Donnarumma
DF Rayan Aït-Nouri, Marc Guéhi, Rúben Dias, Matheus Nunes
DM Rodri
MF Nico O’Reilly, Bernardo Silva, Antoine Semenyo
FW Omar Marmoush, Erling Haaland

รายชื่อของซิตี้ในเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล สะท้อนแนวคิดการคุมแดนกลางและการสร้างโอกาสให้แนวรุกอย่างชัดเจน Rodri เป็นตัวคุมจังหวะที่ทำให้ทีมไม่เสียทรงเวลาโดนกดดัน ส่วน Haaland เป็นจุดยืนค้ำในแดนหน้าและมีส่วนสำคัญกับประตูชัยจากการเปิดให้โหม่ง ขณะที่ O’Reilly กลายเป็นตัวตัดสินเกมด้วยการทำสองประตูในครึ่งแรก ซึ่งแสดงให้เห็นทั้งความกล้าในการยิงไกลและความเฉียบในการสอดเข้าพื้นที่เพื่อโหม่งจบสกอร์ เมื่อมีองค์ประกอบเหล่านี้ ซิตี้จึงสามารถชิงความได้เปรียบตั้งแต่ต้นและบริหารเกมต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นิวคาสเซิ่ล (4-3-3)

ตำแหน่ง รายชื่อ 11 ตัวจริง
GK Nick Pope
DF Lewis Hall, Dan Burn, Malick Thiaw, Kieran Trippier
MF Joe Willock, Sandro Tonali, Jacob Ramsey
FW Anthony Gordon, Nick Woltemade, Anthony Elanga

นิวคาสเซิ่ลในเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล วาง 4-3-3 เพื่อให้มีความยืดหยุ่นทั้งการเพรสและการโจมตีริมเส้น โดย Tonali เป็นแกนคุมจังหวะและช่วยวางบอลในช่วงที่ทีมต้องเร่งเกม ส่วน Gordon เป็นคนที่สร้างความกดดันให้แนวรับซิตี้ได้ต่อเนื่องจากการพาบอลขึ้นหน้าและการไล่เพรส ขณะที่ Hall โดดเด่นทั้งการเติมเกมและการทำประตูตีเสมอในครึ่งแรก แม้สุดท้ายทีมจะพลาดแต้มกลับบ้าน แต่ภาพรวมครึ่งหลังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาสู้ได้ดีและมีช่วงกดดันที่ทำให้ซิตี้ต้องตั้งรับแบบจริงจัง โดยเฉพาะช่วงท้ายที่เกือบได้ประตูตีเสมอจากโอกาสสำคัญ

นักเตะคนสำคัญ (Key Players)

พระเอกของเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล คือ Nico O’Reilly ที่ยิงคนเดียวสองประตูและเป็นผู้ชนะของเกมนี้อย่างแท้จริง ประตูแรกมาจากการยิงไกลหรือกดเต็มข้อที่สะท้อนความมั่นใจและความเฉียบ ส่วนประตูที่สองคือการสอดเข้าพื้นที่แล้วโหม่งจากครอสของ Haaland ซึ่งแสดงให้เห็นว่าเขาทำได้ครบทั้งสองรูปแบบในช่วงเวลาสำคัญของครึ่งแรก เมื่อผู้เล่นคนหนึ่งสามารถเปลี่ยนทั้ง “จังหวะไกล” และ “จังหวะในกรอบ” ให้เป็นประตูได้ ซิตี้ก็ได้เปรียบเชิงผลลัพธ์ทันที และทำให้การบริหารเกมในครึ่งหลังง่ายขึ้นมาก

Erling Haaland มีบทบาทสำคัญต่อรูปเกมของ แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล แม้จะไม่ได้เป็นคนยิงเอง แต่การเป็นจุดยืนค้ำในแดนหน้าทำให้ซิตี้มีทางเลือกในพื้นที่สุดท้ายที่ชัดเจน การเปิดบอลให้ O’Reilly โหม่งเป็นประตูชัยเป็นจังหวะที่สะท้อนคุณภาพในการสร้างโอกาสและการประสานงานในกรอบเขตโทษ นอกจากนี้ Rodri คือคนที่ช่วยให้ซิตี้ไม่เสียทรงเมื่อถูกกดดันในครึ่งหลัง ทั้งการคุมจังหวะ การตัดเกม และการยืนตำแหน่งที่ทำให้ทีมสามารถประคองเกมไม่ให้เปิดจนเกินไป สุดท้าย Donnarumma คือคนที่ “ปิดเกม” อย่างแท้จริงด้วยเซฟสำคัญในช่วงทดเจ็บ ซึ่งหากพลาดจังหวะนั้น 3 แต้มอาจหลุดมือไปทันที

ฝั่งนิวคาสเซิ่ล Lewis Hall เด่นทั้งเกมด้วยการเติมขึ้นลงริมเส้นและการทำประตูตีเสมอในนาที 22 ของ แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล ซึ่งเป็นประตูที่ทำให้เกมกลับมาเปิดและทำให้ทีมเยือนได้ความมั่นใจมากขึ้น Sandro Tonali เป็นตัวคุมจังหวะและช่วยวางลูกนิ่ง รวมถึงพยายามพาทีมไล่บี้ในครึ่งหลังอย่างต่อเนื่อง ส่วน Anthony Gordon เป็นคนที่สร้างแรงกดดันด้วยการพาบอลขึ้นหน้าและการไล่เพรสที่ทำให้แนวรับซิตี้ต้องระวังตลอด แม้สุดท้ายจะยังขาดจังหวะสุดท้ายที่คมพอจะทวงคืนหนึ่งแต้ม แต่ภาพรวมแสดงให้เห็นว่า “สาลิกาดง” มีโครงสร้างและความมุ่งมั่นที่ทำให้เกมนี้ตึงจนถึงวินาทีสุดท้ายจริง ๆ

สถิติหลังเกม (ภาพรวม)

สถิติ แมนฯ ซิตี้ นิวคาสเซิ่ล
ครองบอล 60.4% 39.6%
โอกาสยิงทั้งหมด 11 7
ยิงเข้ากรอบ 5 5
เตะมุม 5 2
ใบเหลือง 2 3

สถิติของเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล ชี้ให้เห็นว่าซิตี้ครองบอลได้มากกว่าตามสไตล์ถึง 60.4% และมีโอกาสยิงมากกว่า 11 ต่อ 7 รวมถึงเตะมุมมากกว่า แต่ตัวเลขที่น่าสนใจคือการยิงเข้ากรอบทั้งสองทีมเท่ากัน 5 ต่อ 5 ซึ่งสะท้อนว่าครึ่งหลังนิวคาสเซิ่ลสามารถสร้างแรงกดดันและหาจังหวะจบสกอร์ได้ดีขึ้น แม้จะครองบอลน้อยกว่า อย่างไรก็ตาม ความต่างอยู่ที่คุณภาพการปิดงานในครึ่งแรกของซิตี้ที่เปลี่ยนโอกาสสำคัญเป็น 2 ประตูได้ทันเวลา และการรักษาความได้เปรียบด้วยวินัยเกมรับและเซฟปลายเกม ทำให้สกอร์สุดท้ายยังอยู่ฝั่งเจ้าบ้าน

บทสรุปโดยย่อ: ซิตี้คมก่อน ปิดเกมได้

บทสรุปของ แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล คือซิตี้คมและชิงความได้เปรียบตั้งแต่ครึ่งแรก O’Reilly ทำสองประตูในช่วงเวลาไล่เลี่ยกันและทำให้ทีมได้โมเมนตัมสำคัญ แม้นิวคาสเซิ่ลจะสู้ดีและตีเสมอได้เร็ว แต่ซิตี้รีบกลับมานำ 2-1 ในนาที 27 ทำให้ทีมเยือนต้องไล่ตามตลอดเกมที่เหลือ ครึ่งหลังนิวคาสเซิ่ลบุกกดดันหนักขึ้นจริง แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่พอจะทวงแต้ม และซิตี้มีทั้ง Rodri ที่ช่วยคุมกลางไม่ให้หลุด กับ Donnarumma ที่เซฟชี้ชะตาช่วงทดเจ็บ จึงเป็น 3 แต้มที่สำคัญต่อการลุ้นหัวตารางของซิตี้อย่างมาก

ในมุมของนิวคาสเซิ่ล เกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล เป็นความพ่ายแพ้ที่แม้จะเจ็บ แต่ก็มีจุดให้ต่อยอด เพราะครึ่งหลังพวกเขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการไล่บี้และกดดันทีมที่ครองบอลเก่งที่สุดทีมหนึ่งของลีกได้จริง เพียงแต่รายละเอียดในจังหวะสุดท้ายยังขาดความเด็ดขาดเล็กน้อย ขณะที่ซิตี้ได้บทพิสูจน์ว่าเกมใหญ่บางครั้งไม่จำเป็นต้องยิงเพิ่มให้มากที่สุด แต่ต้องรู้ว่าจะคุมเกมและปิดเกมอย่างไรเมื่อคู่แข่งโหมหนัก ซึ่งพวกเขาทำได้ด้วยวินัยทีมและการเซฟสำคัญในช่วงเวลาที่ตึงที่สุดของเกม

FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล

Q1: ทำไมโอไรลี่ย์เด่นมาก?

ในเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล O’Reilly เด่นมากเพราะทำประตูได้ครบสองแบบในครึ่งแรก ทั้งจังหวะยิงไกลที่เด็ดขาดและจังหวะสอดเข้าพื้นที่เพื่อโหม่งจากครอสของ Haaland ทำให้ซิตี้ได้ความได้เปรียบอย่างรวดเร็วและสามารถบริหารเกมต่อได้ตามแผน จึงพูดได้ว่าเขาคือคนที่ตัดสินผลการแข่งขันโดยตรง

Q2: มีจุดโทษหรือใบแดงไหม?

เกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล ไม่มีทั้งจุดโทษและใบแดง ทำให้ผลการแข่งขันถูกตัดสินด้วยประตูจากโอเพ่นเพลย์ล้วน ๆ และความละเอียดของการป้องกันในช่วงท้ายเกม โดยเฉพาะจังหวะเซฟสำคัญที่ช่วยรักษาสกอร์ไว้ได้

Q3: จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคืออะไร?

จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล คือประตู 2-1 ในนาที 27 เพราะเกิดขึ้นหลังจากซิตี้โดนตีเสมอไม่นาน การรีบกลับมานำทำให้นิวคาสเซิ่ลต้องไล่ตามทั้งเกมที่เหลือ และเปิดโอกาสให้ซิตี้คุมจังหวะตามถนัด เมื่อทีมเยือนต้องเร่งและเสี่ยงมากขึ้น โอกาสโดนตัดเกมและเสียบอลกลางทางก็สูงขึ้นตามไปด้วย

Q4: ใครคือคนที่ช่วยซิตี้ “ปิดเกม” ได้?

คนที่ช่วยซิตี้ปิดเกมในแมตช์ แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล คือ Donnarumma ที่มีเซฟสำคัญช่วงทดเจ็บซึ่งหากพลาดอาจเสียประตูตีเสมอ และ Rodri ที่คุมแดนกลางไม่ให้ทีมหลุดทรงเวลาโดนกดดันในครึ่งหลัง ทั้งสองคนทำให้ซิตี้รักษาสกอร์นำไว้ได้จนจบเกม

โปรแกรมนัดถัดไปของทั้งสองทีม

ทีม คู่แข่ง สนาม วันที่
แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ลีดส์ ยูไนเต็ด 28 ก.พ. 2026
นิวคาสเซิ่ล เอฟเวอร์ตัน 28 ก.พ. 2026

หลังจบเกม แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล ซิตี้มีโปรแกรมนัดถัดไปพบลีดส์ ยูไนเต็ด ในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นเกมที่ต้องรักษาโมเมนตัมการลุ้นหัวตารางต่อไป ขณะที่นิวคาสเซิ่ลจะพบเอฟเวอร์ตันในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 เช่นกัน และน่าจะต้องเน้นเรื่องความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายให้มากขึ้น เพราะเกมนี้พวกเขามีช่วงกดดันที่ดี แต่ยังเปลี่ยนเป็นประตูเพิ่มไม่ได้ หากปรับรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ ได้ โอกาสเก็บแต้มในนัดต่อไปจะเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน

โดยรวมแล้ว แมนเชสเตอร์ซิตี้ 2-1 นิวคาสเซิ่ล เป็นเกมที่ซิตี้ชนะด้วยความคมและการจัดการเกมที่ดี ครึ่งแรกตัดสินด้วยสามประตูที่เกิดขึ้นในเวลาไม่นาน ทำให้ซิตี้ได้ความได้เปรียบสำคัญ ก่อนที่ครึ่งหลังจะกลายเป็นบททดสอบเรื่องวินัยเกมรับและความนิ่งภายใต้ความกดดัน ซึ่งซิตี้ผ่านได้ด้วยการคุมกลางของ Rodri และเซฟชี้ชะตาของ Donnarumma ขณะที่นิวคาสเซิ่ลแพ้แต่ยังได้เครดิตเรื่องความใจสู้และการไล่บี้จนถึงวินาทีสุดท้าย เพียงแต่ฟุตบอลระดับนี้ รายละเอียดเล็ก ๆ ในจังหวะสุดท้ายคือสิ่งที่ทำให้ผลลัพธ์ต่างกัน และเกมนี้ซิตี้ทำได้ดีกว่าในจุดนั้น