เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แอสตัน วิลล่า 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่วิลล่า พาร์ค เป็นแมตช์ที่เต็มไปด้วยจังหวะสวิงอารมณ์ตั้งแต่ท้ายครึ่งแรก และยิ่งเข้มข้นขึ้นในครึ่งหลังเมื่อวิลล่ากลับมาฉวยโอกาสได้อย่างเด็ดขาด แม้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดจะครองบอลมากกว่าและพยายามบุกกดดันต่อเนื่อง แต่สิ่งที่ตัดสินเกมจริง ๆ คือ “ความคมในจังหวะสุดท้าย” ของเจ้าบ้าน โดยเฉพาะมอร์แกน โรเจอร์สที่เล่นด้วยความมั่นใจและจบสกอร์ได้เฉียบขาดจนกลายเป็นชื่อที่แฟนบอลพูดถึงมากที่สุดในเกมนี้
รูปเกมโดยรวมทำให้เห็นภาพชัดว่า ยูไนเต็ดมีช่วงเวลาคุมบอลและบุกเป็นระลอก ๆ ได้ดี แต่เมื่อเข้าใกล้พื้นที่อันตรายกลับไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตูเพิ่มได้ ขณะที่วิลล่าอาศัยจังหวะสำคัญไม่กี่ครั้ง แต่ “คมกว่า” และเลือกยิงได้ถูกเวลา โดยเฉพาะประตูนำก่อนพักครึ่งและประตูชัยในครึ่งหลัง ซึ่งทำให้แผนปิดเกมของเจ้าบ้านชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ความต่างนี้สะท้อนฟุตบอลระดับสูงที่บางครั้งไม่ต้องยิงเยอะ แต่ต้องยิงให้ได้ในจังหวะที่มีค่าน้ำหนักที่สุด
อีกประเด็นที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แอสตัน วิลล่า 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือการที่บรูโน่ แฟร์นันด์สมีอาการเจ็บและถูกเปลี่ยนออกช่วงพักครึ่ง ซึ่งกระทบต่อการคุมจังหวะและไอเดียเกมรุกของทีมเยือนอย่างเห็นได้ชัด เมื่อขาดคนคุมเกมและจ่ายบอลคีย์พาส ความหลากหลายในการเจาะแนวรับลดลง และแม้ยูไนเต็ดจะพยายามเร่งในช่วงท้าย แต่สุดท้ายก็ไล่ไม่ทันเพราะความคมและการตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายไม่เฉียบพอ
บทสรุปเกมและผลการแข่งขัน
ผลการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์ แอสตัน วิลล่า 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด โดยวิลล่าได้สองประตูจาก มอร์แกน โรเจอร์ส นาที 45 และ 57 ส่วนยูไนเต็ดได้ประตูจาก มาเตอุส คุนญ่า นาที 45+3 เกมนี้วิลล่าเก็บสามแต้มได้ด้วยความเฉียบคมในช่วงเวลาสำคัญ ขณะที่ยูไนเต็ดแม้จะสร้างโอกาสและครองบอลได้มากกว่า แต่ไม่สามารถแปลงความเหนือกว่าเชิงปริมาณให้เป็นประตูที่มากพอจะมีแต้มกลับบ้านได้
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| ผลการแข่งขัน | แอสตัน วิลล่า 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด |
| ผู้ทำประตู | โรเจอร์ส 45’, 57’ / คุนญ่า 45+3’ |
| สนามแข่งขัน | วิลล่า พาร์ค |
| ภาพรวมเกม | ยูไนเต็ดครองบอลมากกว่า แต่วิลล่าจบสกอร์คมกว่า และได้ประตูชัยจากโรเจอร์สหลังพักครึ่ง |
เมื่อดูบริบทของเกม จะเห็นว่าวิลล่าไม่ได้ชนะเพราะตั้งรับลึกตลอด 90 นาที แต่ชนะเพราะ “เลือกจังหวะ” ได้ดี และมีตัวจบสกอร์ที่เฉียบกว่าในวันนั้น ยูไนเต็ดมีช่วงที่ครองบอลและสร้างความกดดันได้จริง แต่การเสียบรูโน่หลังพักครึ่งทำให้เกมรุกขาดความไหลลื่น ขณะที่วิลล่าใช้ความมั่นใจจากการยิงนำก่อนพักครึ่งเป็นฐาน แล้วกลับมาเริ่มครึ่งหลังด้วยความดุดันจนได้ประตูที่สองและยึดความได้เปรียบไว้ได้จนจบ
เหตุการณ์สำคัญในสนาม
จุดเริ่มต้นของความเดือดในเกมนี้เกิดขึ้นในนาที 45 เมื่อมอร์แกน โรเจอร์สตัดเข้าในก่อนปั่นโค้งเสียบมุมอย่างสวยงาม ส่งให้วิลล่านำ 1-0 ประตูนี้สำคัญมากเพราะเป็นการปลดล็อกเกมที่สูสี และทำให้บรรยากาศในวิลล่า พาร์คคึกคักทันที นอกจากนี้ยังส่งผลต่อแท็กติกของทั้งสองทีม เพราะเมื่อเจ้าบ้านขึ้นนำ ยูไนเต็ดย่อมต้องเร่งขึ้นเพื่อทวงคืน และเกมก็เปิดมากขึ้นตามธรรมชาติของสถานการณ์
อย่างไรก็ตาม ความได้เปรียบของวิลล่าอยู่ได้ไม่นาน เพราะในช่วงทดเจ็บครึ่งแรกนาที 45+3 มาเตอุส คุนญ่าฉวยโอกาสจากความผิดพลาดในเกมรับของวิลล่าแล้วจบสกอร์เข้าไปเป็น 1-1 ทำให้ครึ่งแรกจบแบบอารมณ์ค้างและเหมือนทุกอย่างเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง ประตูนี้เป็นหลักฐานว่าถ้าแนวรับพลาดเพียงเสี้ยววินาที เกมระดับพรีเมียร์ลีกสามารถลงโทษได้ทันที และยังทำให้ยูไนเต็ดกลับเข้าห้องแต่งตัวพร้อมความมั่นใจว่าเกมยังอยู่ในมือ
ช่วงพักครึ่งกลายเป็นจุดที่เกมเปลี่ยนทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ เมื่อบรูโน่ แฟร์นันด์สมีอาการเจ็บและถูกเปลี่ยนออก ส่งผลต่อการคุมจังหวะและการสร้างสรรค์เกมรุกของยูไนเต็ดในครึ่งหลัง เพราะบรูโน่คือคนที่ช่วยเชื่อมบอลจากกลางไปหน้าได้ดี ทั้งการจ่ายทะลุ การยิงไกล และการอ่านช่องว่าง เมื่อเขาหายไป ยูไนเต็ดต้องปรับโครงสร้างการขึ้นเกมใหม่ และความต่อเนื่องในการเจาะแนวรับของวิลล่าก็ดรอปลงในหลายช่วง แม้ยังครองบอลได้แต่ไอเดียในพื้นที่สุดท้ายลดลง
ครึ่งหลังเริ่มมาได้ไม่นาน วิลล่าก็กลับมานำอีกครั้งในนาที 57 จากการที่โรเจอร์สเบิ้ลประตูเป็น 2-1 ด้วยการจบสกอร์ที่เด็ดขาด ประตูนี้มีน้ำหนักมากที่สุดของเกม เพราะมันเกิดในช่วงที่ทั้งสองทีมกำลังวัดกันว่าใครจะเป็นฝ่ายตั้งหลักได้ก่อนหลังพักครึ่ง และวิลล่าคือทีมที่ทำได้ดีกว่า เมื่อขึ้นนำอีกครั้ง เจ้าบ้านจึงสามารถปรับเกมให้เน้นความรัดกุมมากขึ้นและปล่อยให้ยูไนเต็ดต้องเป็นฝ่ายไล่ ซึ่งเข้าทางแผนปิดเกมและการเล่นเกมรับเป็นระบบของวิลล่าอย่างยิ่ง
ช่วงท้ายเกมยูไนเต็ดพยายามบุกหนักและใส่แรงกดดันต่อเนื่อง มีโอกาสสำคัญบางจังหวะ รวมถึงโอกาสโหม่งที่หลุดเป้า ซึ่งสะท้อนปัญหาความคมในวันนั้น แม้วิลล่าจะต้องรับมือกับความกดดัน แต่พวกเขายังยืนโซนได้มีวินัยและใช้ประสบการณ์ในการถ่วงเวลาอย่างเหมาะสม พร้อมมีจังหวะเซฟสำคัญจากเอมิเลียโน่ มาร์ติเนซช่วยประคองสกอร์ ทำให้เกมจบลงด้วยชัยชนะ 2-1 ตามเป้าหมาย
| นาที | เหตุการณ์ | ผลกระทบต่อเกม |
|---|---|---|
| 45’ | โรเจอร์สตัดเข้าในแล้วยิงโค้งให้วิลล่านำ 1-0 | ปลดล็อกเกม เพิ่มความมั่นใจให้เจ้าบ้าน และบีบให้ยูไนเต็ดต้องเร่งเพื่อทวงคืน |
| 45+3’ | คุนญ่าฉวยโอกาสยิงตีเสมอ 1-1 | รีเซ็ตโมเมนตัมก่อนพักครึ่ง ทำให้ครึ่งหลังเริ่มด้วยสถานการณ์ที่กดดันทั้งสองฝั่ง |
| พักครึ่ง | บรูโน่เจ็บและถูกเปลี่ยนออก | กระทบต่อการคุมจังหวะและความสร้างสรรค์เกมรุกยูไนเต็ด โดยเฉพาะการจ่ายทะลุช่องและคีย์พาส |
| 57’ | โรเจอร์สยิงประตูที่สองให้วิลล่านำ 2-1 | ประตูชี้เกม ทำให้วิลล่าปรับไปเล่นรัดกุม ขณะที่ยูไนเต็ดต้องเปิดเกมไล่ทวงสกอร์ |
| ช่วงท้ายเกม | ยูไนเต็ดบุกหนักแต่จบไม่ลง มีโอกาสโหม่งหลุดเป้า | วิลล่ารักษาระเบียบเกมรับและปิดเกมด้วยวินัย พร้อมการเซฟสำคัญของมาร์ติเนซ |
จุดโทษชี้ชะตา
เกมนี้ไม่มีจุดโทษเกิดขึ้น แต่ “จังหวะชี้ชะตา” ของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แอสตัน วิลล่า 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด อยู่ที่สองเหตุการณ์หลักที่เปลี่ยนทิศทางของเกมอย่างชัดเจน เหตุการณ์แรกคือประตูนำในนาที 45 ของโรเจอร์ส ซึ่งทำให้วิลล่าได้แรงหนุนทั้งในสนามและในเชิงแท็กติก เพราะทีมสามารถเลือกเล่นแบบรัดกุมและคุมพื้นที่ได้มากขึ้น ส่วนเหตุการณ์ที่สองคือการเสียบรูโน่ช่วงพักครึ่ง ซึ่งทำให้ยูไนเต็ดสูญเสียตัวคุมจังหวะสำคัญและลดความหลากหลายในการเข้าทำในครึ่งหลัง ก่อนจะมาโดนประตูชัยของโรเจอร์สในนาที 57
เมื่อยูไนเต็ดขาดบรูโน่ เกมรุกจึงต้องพึ่งการขึ้นเกมจากด้านข้างและการครอสหรือการพาบอลเจาะเป็นหลัก ซึ่งแม้จะทำให้ครองบอลได้ต่อเนื่อง แต่ความอันตรายในพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษกลับลดลง เพราะการจ่ายคีย์พาสและการแทงทะลุช่องที่เฉียบคมมีน้อยกว่าเดิม ในทางกลับกัน วิลล่ามีความชัดเจนในจังหวะเข้าทำและจบสกอร์ได้ในช่วงเวลาสำคัญ ส่งผลให้เกมจบด้วยความต่างของ “คุณภาพจังหวะ” มากกว่าความต่างของการครองบอล
รายชื่อ 11 ตัวจริงและแผนการเล่น / นักเตะคนสำคัญ
แอสตัน วิลล่าเริ่มเกมด้วยระบบ 4-2-3-1 โดยมีเอมิเลียโน่ มาร์ติเนซเฝ้าเสา แผงหลังประกอบด้วยแคช คอนซ่า ลินเดเลิฟ และมาตเซ่น แดนกลางใช้โอนาน่าและคามาร่าคอยคุมจังหวะและตัดเกม ก่อนให้แม็คกินน์ ตีเลอม็องส์ และโรเจอร์สทำเกมรุกสนับสนุนวัตกินส์ ระบบนี้ทำให้วิลล่ามีความสมดุลทั้งรุกและรับ สามารถยืนบล็อกในแดนกลางได้แน่น และยังมีช่องทางโจมตีจากการตัดเข้าในของตัวรุกริมเส้น ซึ่งเป็นรูปแบบที่นำไปสู่ประตูสำคัญของโรเจอร์ส
แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดใช้ระบบ 3-4-2-1 โดยมีแลมเมนส์เป็นผู้รักษาประตู แนวรับสามคนคือเฮฟเว่น ชอว์ และโยโร่ วิงแบ็กสองข้างคือดาโลต์กับดอร์กู แดนกลางวางอูกาเต้ร่วมกับบรูโน่เพื่อคุมบอลและจ่ายขึ้นหน้า โดยมีคุนญ่าและเมสัน เมานท์ยืนเป็นสองตัวรุกหลังเซสโก้ ระบบนี้ช่วยให้ยูไนเต็ดคุมพื้นที่กว้างและสร้างจำนวนผู้เล่นในแดนกลางได้ดี แต่เมื่อบรูโน่ออกไป การเชื่อมเกมและการสร้างสรรค์จังหวะสุดท้ายก็สะดุด ทำให้การเข้าทำหลายครั้งจบลงแบบไม่เด็ดขาด
| ทีม | ระบบ | 11 ตัวจริง |
|---|---|---|
| แอสตัน วิลล่า | 4-2-3-1 | Emiliano Martínez; Matty Cash, Ezri Konsa, Victor Lindelöf, Ian Maatsen; Amadou Onana, Boubacar Kamara; John McGinn, Youri Tielemans, Morgan Rogers; Ollie Watkins |
| แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด | 3-4-2-1 | Senne Lammens; Ayden Heaven, Luke Shaw, Leny Yoro; Diogo Dalot, Manuel Ugarte, Bruno Fernandes, Patrick Dorgu; Matheus Cunha, Mason Mount; Benjamin Sesko |
นักเตะคนสำคัญ (Key Players)
มอร์แกน โรเจอร์ส คือฮีโร่ของเกมนี้แบบไร้ข้อกังขา เพราะเขายิงคนเดียวสองประตูในนาที 45 และ 57 และทั้งสองลูกเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุด ลูกแรกคือการปลดล็อกก่อนหมดครึ่งแรก ส่วนลูกที่สองคือประตูชี้ขาดในครึ่งหลังที่ทำให้วิลล่าได้เปรียบอีกครั้ง โรเจอร์สแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจในการตัดเข้าใน การเลือกมุมยิง และการจบสกอร์ที่เด็ดขาด ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ทำให้ทีมได้สามแต้มในเกมที่สูสี
มาเตอุส คุนญ่า เป็นตัวอันตรายที่สุดของยูไนเต็ดในเกมนี้ เพราะนอกจากจะยิงตีเสมอในนาที 45+3 แล้ว เขดูเป็นผู้เล่นที่สามารถสร้างความปั่นป่วนให้แนวรับวิลล่าได้ตลอดด้วยการเคลื่อนที่และการหาช่องในกรอบเขตโทษ ประตูของเขาเกิดจากการอ่านสถานการณ์และการฉวยโอกาสจากความผิดพลาดคู่แข่ง ซึ่งสะท้อนสัญชาตญาณกองหน้าที่ดี อย่างไรก็ตามหลังจากวิลล่าขึ้นนำ 2-1 ยูไนเต็ดต้องการมากกว่าหนึ่งจังหวะคมแบบนั้น แต่กลับทำไม่สำเร็จในช่วงท้าย
เอมิเลียโน่ มาร์ติเนซ มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้รักษาประตูที่ช่วยให้วิลล่าปิดเกมได้อย่างมั่นใจ โดยเฉพาะในช่วงท้ายที่ยูไนเต็ดเร่งเกมและพยายามโยนเข้าเขตโทษ มาร์ติเนซช่วยประคองสกอร์ด้วยการยืนตำแหน่งที่นิ่ง การตัดสินใจออกมาตัดบอล และการเซฟจังหวะสำคัญ ทำให้ความกดดันของทีมเยือนไม่กลายเป็นประตูตีเสมอ ซึ่งเป็นรายละเอียดที่มักถูกมองข้ามแต่มีค่ามากเท่าประตูสำคัญในเกมใหญ่
บรูโน่ แฟร์นันด์ส แม้ไม่ได้มีช็อตเด่นจากการทำประตู แต่การที่เขาบาดเจ็บและถูกเปลี่ยนออกช่วงพักครึ่งคือเหตุการณ์ที่กระทบยูไนเต็ดอย่างชัดเจน เพราะบรูโน่คือหัวใจในการคุมจังหวะและการสร้างสรรค์เกมรุก เมื่อเขาหายไป ยูไนเต็ดต้องใช้วิธีบุกแบบตรงไปตรงมามากขึ้น ทำให้การเจาะแนวรับที่จัดระเบียบดีของวิลล่ากลายเป็นงานที่ยากขึ้น และสุดท้ายทีมเยือนจึงบุกหนักแต่ยังขาด “ไอเดียจบสกอร์” ที่จะทำให้เกมกลับมาเท่ากันได้
| ผู้เล่น | ทีม | บทบาทเด่นในเกม |
|---|---|---|
| Morgan Rogers | Aston Villa | ยิง 2 ประตู (45’, 57’) เป็นตัวตัดสินเกมด้วยความคมในจังหวะสำคัญ |
| Matheus Cunha | Man United | ยิงตีเสมอ 45+3’ และเป็นตัวคุกคามหลักของทีมเยือนตลอดเกม |
| Emiliano Martínez | Aston Villa | เซฟสำคัญช่วงท้ายเกม ช่วยทีมประคองสกอร์และปิดเกมได้ |
| Bruno Fernandes | Man United | บาดเจ็บและออกพักครึ่ง ส่งผลต่อการคุมจังหวะและความสร้างสรรค์เกมรุกในครึ่งหลัง |
สถิติหลังเกม (ภาพรวม)
สถิติหลังเกมช่วยอธิบายว่าทำไมแม้ยูไนเต็ดจะดูเหนือกว่าในแง่ปริมาณ แต่ผลกลับเป็นของวิลล่า โดยยูไนเต็ดครองบอล 57.2% มากกว่าวิลล่าที่ 42.8% และยิงเข้ากรอบ 6 ครั้ง มากกว่าวิลล่าที่ 4 ครั้ง รวมถึงจำนวนยิงรวม 15 ต่อ 12 และค่า xG 1.31 ต่อ 1.02 ตัวเลขเหล่านี้บอกว่ายูไนเต็ดสร้างโอกาสได้จริง แต่ในเกมฟุตบอลสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนโอกาสให้เป็นประตู และวิลล่าคือทีมที่ทำได้ดีกว่าในจังหวะคุณภาพของโรเจอร์ส
| สถิติ | แอสตัน วิลล่า | แมนฯ ยูไนเต็ด |
|---|---|---|
| ครองบอล | 42.8% | 57.2% |
| ยิงทั้งหมด | 12 | 15 |
| ยิงเข้ากรอบ | 4 | 6 |
| เตะมุม | 5 | 5 |
| ใบเหลือง | 1 | 2 |
| xG | 1.02 | 1.31 |
เมื่ออ่านสถิติให้เป็น “เรื่องเดียวกับรูปเกม” จะเห็นว่าความเหนือกว่าของยูไนเต็ดเกิดขึ้นในแง่การครองบอลและจำนวนโอกาส แต่ช่วงเวลาที่ชี้ผลการแข่งขันคือช่วงที่วิลล่าจบสกอร์ได้จริง โดยเฉพาะลูกยิงของโรเจอร์สที่มีคุณภาพสูง นอกจากนี้การเสียบรูโน่ทำให้ยูไนเต็ดขาดคนคุมเกมและขาดความลื่นไหลในพื้นที่สุดท้าย จึงแม้จะยิงเข้ากรอบมากกว่า แต่หลายจังหวะเป็นการยิงที่มาร์ติเนซรับมือได้ หรือเป็นการเข้าทำที่ขาดความเฉียบขาดในจังหวะสุดท้าย ส่งผลให้ผลลัพธ์ตกเป็นของทีมที่คมกว่า
เดิมพันส่งท้ายปี2025 ส่งบิลพร้อมลุ้นรางวัลมายมาย
บทสรุปโดยย่อ
เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ แอสตัน วิลล่า 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นแมตช์ที่ตัดสินด้วยรายละเอียดและช่วงเวลาสำคัญอย่างแท้จริง ครึ่งแรกสวิงอารมณ์จากประตู 45’ และ 45+3’ ก่อนที่ครึ่งหลังวิลล่าจะได้ประตูชี้เกมจากโรเจอร์สในนาที 57 แม้ยูไนเต็ดจะครองบอลมากกว่าและมีค่า xG สูงกว่า แต่พวกเขาจบไม่คม และเมื่อเสียบรูโน่หลังพักครึ่ง ความสร้างสรรค์ในเกมรุกก็ลดลงจนไล่ทวงสกอร์ไม่ทัน ขณะที่วิลล่าปิดเกมด้วยวินัยเกมรับและการเซฟสำคัญช่วงท้าย
FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกมนี้
Q1: ใครยิงประตูในเกม แอสตัน วิลล่า 2-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด?
A: วิลล่าได้ประตูจากมอร์แกน โรเจอร์สสองลูกในนาที 45 และ 57 ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดได้จากมาเตอุส คุนญ่าในนาที 45+3 ซึ่งเป็นประตูตีเสมอช่วงทดเจ็บครึ่งแรก ทำให้เกมมีจังหวะสวิงสำคัญก่อนเข้าสู่ครึ่งหลัง
Q2: เกมนี้มีจุดโทษไหม?
A: ไม่มีจุดโทษเกิดขึ้น โดยเกมตัดสินจากความคมในการจบสกอร์และจังหวะสำคัญช่วงท้ายครึ่งแรกกับต้นครึ่งหลัง ซึ่งวิลล่าทำได้ดีกว่าและเปลี่ยนเป็นประตูชัยได้
Q3: บรูโน่ แฟร์นันด์สออกตอนไหน?
A: บรูโน่ แฟร์นันด์สถูกเปลี่ยนออกช่วงพักครึ่งจากอาการเจ็บ ซึ่งส่งผลต่อรูปเกมรุกของยูไนเต็ดในครึ่งหลังอย่างเห็นได้ชัด เพราะทีมเสียตัวคุมจังหวะและคนจ่ายบอลทะลุช่องที่สำคัญ ทำให้การเข้าทำดูตรงไปตรงมาและคาดเดาง่ายขึ้น
Q4: แผนการเล่นของทั้งสองทีมคืออะไร?
A: แอสตัน วิลล่าใช้ระบบ 4-2-3-1 เน้นความสมดุลและการโจมตีจากตัวรุกสามคนด้านหลังหน้าเป้า ส่วนแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดใช้ระบบ 3-4-2-1 เน้นวิงแบ็กสร้างความกว้างและใช้สองตัวรุกหลังหน้าเป้าเชื่อมเกม แต่การบาดเจ็บของบรูโน่ทำให้ระบบของยูไนเต็ดทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพในครึ่งหลัง
Q5: ทำไมยูไนเต็ดครองบอลมากกว่าแต่แพ้?
A: เพราะวิลล่าจบสกอร์คมกว่าในจังหวะสำคัญ โดยเฉพาะสองประตูของโรเจอร์ส ขณะที่ยูไนเต็ดแม้จะมีโอกาสและยิงเข้ากรอบมากกว่า แต่ขาดความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้าย อีกทั้งการเสียบรูโน่หลังพักครึ่งทำให้ความสร้างสรรค์ลดลง จึงไล่ทวงสกอร์ไม่ทันจนจบเกม
