เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฟูแล่ม 1-0 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ที่สนามคราเวน คอตเทจ เป็นแมตช์ที่บอกชัดว่า “เกมอึดอัด” ก็ยังดุเดือดได้ไม่แพ้เกมสกอร์สูง เพราะทั้งสองทีมเล่นด้วยวินัยเกมรับแน่น ๆ ลดความเสี่ยงในการเปิดพื้นที่ และเลือกจังหวะเข้าทำแบบรัดกุมจนโอกาสชัด ๆ เกิดขึ้นไม่มากนัก แต่เมื่อเกมแบบนี้มีโอกาสครั้งเดียวในกรอบเขตโทษ มันก็สามารถตัดสินผลได้ทันที และฟูแล่มคือทีมที่ฉวยโอกาสนั้นได้ดีที่สุดก่อนหมดครึ่งแรก
ภาพรวมตลอด 90 นาทีทำให้เห็นว่าฟอเรสต์ไม่ได้มาแบบตั้งรับอย่างเดียว พวกเขามีช่วงต้นเกมที่ได้ลุ้นจากการโต้กลับและการเจาะด้านข้าง แต่ปัญหาคือจังหวะสุดท้ายยังไม่คมพอที่จะเปลี่ยนเป็นประตู ขณะที่ฟูแล่มค่อย ๆ เพิ่มน้ำหนักเกมรุกในช่วงท้ายครึ่งแรกด้วยการเติมริมเส้นและการลากจี้ของเควินจนแนวรับฟอเรสต์เริ่มเสียจังหวะ สุดท้ายจึงเกิดจังหวะฟาวล์ในกรอบที่นำไปสู่จุดโทษ ซึ่งกลายเป็นประตูเดียวของเกม และทำให้ครึ่งหลังกลายเป็นภาพของ “ทีมหนึ่งไล่ อีกทีมหนึ่งคุมผล” อย่างชัดเจน
แม้ฟอเรสต์จะพยายามแก้เกมด้วยการเร่งจังหวะ ยิงไกล และโยนเข้าเขตโทษเพื่อหวังให้เกิดความโกลาหลในแดนสุดท้าย แต่ฟูแล่มยืนตำแหน่งได้มีระเบียบและรับมือกับบอลสองได้ดี รวมถึงมีแบร์นด์ เลโนที่ช่วยเซฟจังหวะสำคัญในช่วงโดนกดดัน ทำให้สกอร์ไม่ขยับ แมตช์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฟูแล่ม 1-0 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ จึงเป็นเกมตัวอย่างของการชนะด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ ที่มีน้ำหนักมหาศาล และเป็นสามแต้มที่มาพร้อมความกดดันแบบเต็มเวลา
บทสรุปเกมและผลการแข่งขัน
ผลการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์ ฟูแล่ม 1-0 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ โดยประตูชัยมาจาก ราอูล ฮิเมเนซ ยิงจุดโทษ นาที 45+5 ซึ่งเป็นจังหวะที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาทองก่อนจบครึ่งแรก ทำให้ฟูแล่มขึ้นนำและสามารถวางแผนการเล่นครึ่งหลังได้ชัดเจนขึ้นทันที ทั้งสองทีมสู้กันหนักและเน้นวินัยเกมรับตลอดเกม โอกาสจบแบบโล่ง ๆ มีไม่มาก จึงไม่แปลกที่ประตูเดียวจากจุดโทษจะกลายเป็นตัวตัดสินผลการแข่งขัน
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| รายการ | พรีเมียร์ลีก อังกฤษ |
| ผลการแข่งขัน | ฟูแล่ม 1-0 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ |
| ผู้ทำประตู | ราอูล ฮิเมเนซ (จุดโทษ) 45+5 |
| สนามแข่งขัน | คราเวน คอตเทจ |
| คอนเท็กซ์เกม | เกมอึดอัด โอกาสชัดน้อย ตัดสินด้วยจุดโทษก่อนพักครึ่ง และฟูแล่มคุมพื้นที่ครึ่งหลังได้ดี |
ความสำคัญของประตูชัยนาที 45+5 ไม่ได้อยู่แค่การขึ้นนำ แต่คือการกำหนด “รูปเกมครึ่งหลัง” ให้ต่างจากครึ่งแรกโดยสิ้นเชิง เพราะเมื่อฟูแล่มนำ 1-0 ทีมสามารถเลือกเล่นแบบคุมพื้นที่ ลดความเสี่ยง และรอจังหวะสวนกลับได้ตามถนัด ส่วนฟอเรสต์ที่เป็นฝ่ายตามต้องเร่งและเพิ่มความเสี่ยงในเกมบุก ซึ่งนำไปสู่การโยนบอลเข้าเขตโทษและการพยายามยิงไกลมากขึ้น แต่เมื่อการจบสกอร์ไม่เด็ดขาด สกอร์จึงไม่เปลี่ยน และเกมก็จบลงแบบหวุดหวิดตามที่แฟนบอลเห็น
เหตุการณ์สำคัญในสนาม (Match Timeline)
ช่วงต้นเกมฟอเรสต์เป็นฝ่ายที่ได้ลุ้นก่อนจากจังหวะโต้กลับและการเข้าทำด้านข้าง โดยพยายามใช้ความเร็วของตัวริมเส้นและการสอดของตัวรุกเพื่อเจาะช่องว่างหลังแนวรับฟูแล่ม แต่แม้จะมีพื้นที่ให้เล่นอยู่บ้าง จังหวะสุดท้ายกลับยังไม่คมพอ บางครั้งเลือกยิงเร็วเกินไปหรือจ่ายบอลในจังหวะที่แนวรับฟูแล่มอ่านทางได้ทัน ทำให้โอกาสเหล่านั้นกลายเป็นเพียงความหวาดเสียว ไม่ได้พัฒนาไปถึงการเป็นประตูขึ้นนำที่อาจเปลี่ยนสคริปต์เกมได้
เมื่อเวลาผ่านไป ฟูแล่มเริ่มคุมบอลได้มากขึ้น โดยเฉพาะช่วงท้ายครึ่งแรกที่เจ้าบ้านพยายามขยับเกมรุกผ่านริมเส้นและการเติมของแบ็กเพื่อสร้างสถานการณ์หนึ่งต่อหนึ่ง จุดที่เด่นที่สุดคือฝั่งที่เควินพยายามลากจี้ใส่แนวรับฟอเรสต์อย่างต่อเนื่อง ทำให้แนวรับต้องถอยและตัดสินใจเร็วขึ้น นาโปลี…ไม่ใช่ นี่คือฟูแล่มที่ค่อย ๆ เพิ่มแรงกดดันแบบเป็นระบบจนฟอเรสต์เริ่มเสียจังหวะในพื้นที่อันตราย และนั่นปูทางไปสู่จังหวะตัดสินก่อนหมดครึ่งแรก
จังหวะสำคัญที่สุดของเกมเกิดขึ้นในช่วงทดเวลาครึ่งแรกนาที 45+5 เมื่อเควินถูกทำฟาวล์ในเขตโทษ ผู้ตัดสินชี้เป็นจุดโทษ และราอูล ฮิเมเนซรับหน้าที่สังหารแบบนิ่ง ๆ ส่งบอลเข้าไปเป็น 1-0 ประตูนี้มีความหมายมากเพราะเป็นประตูใน “ช่วงเวลาทอง” ที่ทำให้ทีมได้เปรียบเชิงจิตวิทยาทันที แฟนบอลเจ้าบ้านได้แรงส่งก่อนพักครึ่ง ขณะที่ฟอเรสต์ต้องกลับไปปรับแผนด้วยความกดดันว่าอีก 45 นาทีที่เหลือคือการไล่ตามสกอร์ภายใต้บรรยากาศที่ตึงขึ้น
ครึ่งหลังฟอเรสต์เร่งเกมชัดเจน เปลี่ยนจากการเล่นที่ระวังมากในครึ่งแรกไปสู่การพยายามหาประตูคืนให้เร็วที่สุด รูปแบบหลักคือการยิงไกลเมื่อมีช่อง และการโยนบอลเข้าเขตโทษเพื่อหวังจังหวะโหม่งหรือบอลสอง รวมถึงการสร้างสถานการณ์จากลูกตั้งเตะและเตะมุมที่มีมากกว่า อย่างไรก็ตาม ฟูแล่มยืนตำแหน่งได้ดีและปิดช่องในเขตโทษอย่างมีวินัย ทำให้หลายจังหวะของฟอเรสต์จบลงแบบไม่ถนัด หรือโดนบล็อกก่อนถึงกรอบ โดยเลโนก็มีเซฟสำคัญช่วยตัดไฟในช่วงที่ทีมโดนกดดันหนัก
ท้ายเกมฟูแล่มมีโอกาสปิดกล่องจากจังหวะโต้กลับและลูกครอสหลายครั้ง เพราะฟอเรสต์ดันสูงเพื่อเอาประตูคืน ทำให้พื้นที่ด้านหลังเปิดมากขึ้น ฟูแล่มจึงพยายามใช้บอลเร็วเพื่อเล่นสวนและหาจังหวะจบให้เด็ดขาด แต่การตัดสินใจจังหวะสุดท้ายยังไม่คมพอจะเป็นประตูที่สอง จึงทำให้ช่วงท้ายเกมเต็มไปด้วยความตึงเครียด แฟนบอลเจ้าบ้านต้องลุ้นว่าจะโดนตีเสมหรือไม่ ก่อนสุดท้ายจะปิดเกมได้สำเร็จด้วยสกอร์ 1-0
| ช่วงเวลา | เหตุการณ์ | ผลกระทบต่อเกม |
|---|---|---|
| ต้นเกม | ฟอเรสต์ได้ลุ้นก่อนจากโต้กลับและเกมริมเส้น แต่จบไม่คม | บอกว่าเกมไม่ข้างเดียว แต่การตัดสินใจจังหวะสุดท้ายยังไม่พอจะขึ้นนำ |
| ท้ายครึ่งแรก | ฟูแล่มคุมบอลมากขึ้นและสร้างปัญหาจากริมเส้น โดยเฉพาะเควิน | แนวรับฟอเรสต์เริ่มเสียจังหวะและถูกบีบให้ตัดสินใจในพื้นที่อันตราย |
| 45+5’ | เควินโดนทำฟาวล์ในเขตโทษ ฮิเมเนซยิงจุดโทษเป็น 1-0 | ประตูตัดสินเกมและเปลี่ยนรูปเกมครึ่งหลังให้ฟอเรสต์ต้องบุกมากขึ้น |
| ครึ่งหลัง | ฟอเรสต์เร่งเกม ยิงไกลและโยนเข้าเขตโทษ แต่เจาะไม่เข้า | ฟูแล่มคุมพื้นที่และรับมือบอลกลางอากาศ/บอลสองได้ดี เลโนเซฟสำคัญช่วยคลีนชีต |
| ท้ายเกม | ฟูแล่มมีโอกาสสวนกลับปิดกล่อง แต่จบไม่ลง | ทำให้เกมยังต้องลุ้นจนจบ แต่เจ้าบ้านประคองสกอร์ได้สำเร็จ |
จุดโทษชี้ชะตา (Penalty Decider)
เกมนี้ถูกตัดสินด้วยจุดโทษแบบแท้จริง เพราะทั้งเกมค่อนข้างอึดอัดและมีโอกาสเข้าทำชัด ๆ ไม่มาก จังหวะเกิดเหตุคือแนวรับฟอเรสต์ไปทำฟาวล์เควินในกรอบเขตโทษช่วงทดเวลาครึ่งแรก ก่อนที่ราอูล ฮิเมเนซจะรับหน้าที่สังหารและยิงเข้าไปเป็น 1-0 ประตูนี้ทำให้สถานการณ์ของทั้งสองทีมเปลี่ยนทันที เพราะฟูแล่มไม่จำเป็นต้องเปิดหน้าแลกอีกต่อไป ขณะที่ฟอเรสต์ต้องเร่งเกมมากขึ้นและเสี่ยงมากขึ้นเพื่อหวังเอาประตูคืน
ความหมายของประตูจากจุดโทษไม่ได้หยุดแค่ตัวเลข แต่เป็นการเปลี่ยนแท็กติกในครึ่งหลังโดยตรง ฟอเรสต์ต้องดันไลน์สูงขึ้นเพื่อกดดันและสร้างโอกาสจากการครอสและลูกตั้งเตะ ซึ่งเห็นได้จากจำนวนเตะมุมที่มากกว่า ขณะที่ฟูแล่มเลือกถอยคุมพื้นที่และยืนบล็อกให้แน่นเพื่อป้องกันจังหวะสองในกรอบเขตโทษ พร้อมรอสวนกลับในพื้นที่ว่างด้านหลังที่เปิดขึ้นตามธรรมชาติของทีมที่กำลังไล่ตามสกอร์ ส่งผลให้เกมครึ่งหลังเป็นการวัดกันระหว่าง “ความอดทนของทีมรับ” กับ “ความเฉียบคมของทีมไล่” ซึ่งฟูแล่มทำได้ดีกว่า
รายชื่อ 11 ตัวจริงและแผนการเล่น / นักเตะคนสำคัญ
ทั้งฟูแล่มและน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ใช้ระบบ 4-2-3-1 เหมือนกัน แต่ความต่างอยู่ที่การเปลี่ยนจากรับเป็นรุกและความเด็ดขาดในพื้นที่สุดท้าย ฟูแล่มวางมิดฟิลด์คู่กลางไว้คุมจังหวะและช่วยตัดเกมก่อนบอลถึงหน้ากรอบ ขณะที่แนวรุกสามคนคอยหมุนตำแหน่งและพยายามสร้างจังหวะหนึ่งต่อหนึ่งให้เควินโจมตีริมเส้น ส่วนฮิเมเนซทำหน้าที่ค้ำและพักบอลเพื่อให้ทีมได้หายใจเมื่อโดนกดดัน ซึ่งโครงสร้างนี้ช่วยให้ฟูแล่มรักษาสมดุลและอยู่ในเกมได้ตลอดจนปิดด้วยประตูชัยจากจุดโทษ
ฝั่งฟอเรสต์วางตัวรุกที่มีความเร็วและความสามารถเฉพาะตัวไว้หลายตำแหน่ง เพื่อหวังโจมตีพื้นที่ด้านข้างและใช้มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์เป็นตัวขับเคลื่อนเกมรุกในการหาช่องยิงหรือจ่ายคิลเลอร์พาส อย่างไรก็ตามเมื่อเกมเข้าสู่พื้นที่อันตราย การตัดสินใจจังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอจะเปลี่ยนเป็นประตู แม้ครึ่งหลังจะพยายามเร่งด้วยการครอสและลูกตั้งเตะมากขึ้น แต่การยืนตำแหน่งและการรับมือบอลกลางอากาศของฟูแล่มทำได้ดี ทำให้ฟอเรสต์ไม่สามารถทำให้ความพยายามกลายเป็นสกอร์ได้
| ทีม | ระบบ | 11 ตัวจริง |
|---|---|---|
| ฟูแล่ม | 4-2-3-1 | Bernd Leno; Antonee Robinson, Jorge Cuenca, Joachim Andersen, Kenny Tete; Sander Berge, Sasa Lukic; Kevin, Emile Smith Rowe, Harry Wilson; Raúl Jiménez |
| น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ | 4-2-3-1 | John Victor; Neco Williams, Murillo, Nikola Milenkovic, Nicolò Savona; Elliot Anderson, Douglas Luiz; Callum Hudson-Odoi, Morgan Gibbs-White, Omari Hutchinson; Igor Jesus |
นักเตะคนสำคัญ (Key Players)
ราอูล ฮิเมเนซ คือคนที่ตัดสินเกมอย่างแท้จริง เพราะเขาสังหารจุดโทษนาที 45+5 ได้อย่างนิ่งและเฉียบขาดในช่วงเวลาที่กดดันที่สุดของครึ่งแรก การยิงลูกเดียวอาจดูเป็นเรื่องเล็กในเกมสกอร์ต่ำ แต่ในเกมที่โอกาสชัดมีน้อย มันคือความต่างระหว่างสามแต้มกับการเสมอ นอกจากนี้ฮิเมเนซยังทำหน้าที่ค้ำเกมรุก พักบอล และช่วยให้ทีมขึ้นมาหายใจได้ในช่วงครึ่งหลังที่ถูกกดดันหนัก ทำให้ฟูแล่มไม่ถูกบีบจนเล่นไม่ออก
เควิน เป็นคนสร้างความแตกต่างให้ฟูแล่มในเชิงแท็กติก เพราะการลากจี้ริมเส้นทำให้แนวรับฟอเรสต์ต้องประกบใกล้และตัดสินใจเร็วขึ้น จังหวะที่เขาถูกทำฟาวล์ในกรอบเขตโทษนำไปสู่จุดโทษที่ตัดสินเกมโดยตรง ซึ่งเป็นผลงานที่จับต้องได้ชัดเจนที่สุด นอกจากนี้การที่เควินกดดันริมเส้นต่อเนื่องยังช่วยเปิดพื้นที่ให้ผู้เล่นคนอื่นสามารถวิ่งสอดหรือรับบอลในพื้นที่ครึ่งช่องได้ดีขึ้น ทำให้เกมรุกของฟูแล่มมีมิติแม้จะไม่ได้สร้างโอกาสถล่มทลาย
แบร์นด์ เลโน มีบทบาทสำคัญในฐานะผู้รักษาประตูที่ช่วยให้ฟูแล่มเก็บคลีนชีตได้ โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่ฟอเรสต์เร่งเกมและพยายามโยนบอลเข้าเขตโทษหรือยิงไกลเพื่อหวังเอาประตูคืน เลโนช่วยตัดไฟด้วยการยืนตำแหน่งที่นิ่ง ออกมาตัดบอลจังหวะสำคัญ และเซฟช็อตที่มีโอกาสเป็นประตู ซึ่งรายละเอียดเล็ก ๆ เหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้สกอร์ 1-0 ไม่ถูกลบ และทำให้ทีมสามารถปิดเกมได้สำเร็จแม้ต้องลุ้นจนวินาทีสุดท้าย
มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ คือเครื่องยนต์เกมรุกของฟอเรสต์ เขาพยายามหาช่องยิง จ่ายบอลทะลุ และเชื่อมเกมจากกลางไปหน้าอย่างต่อเนื่อง แต่ปัญหาของฟอเรสต์ในเกมนี้คือจังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอ ทั้งการเลือกยิงในมุมยากหรือการจ่ายที่ถูกอ่านทางได้ทัน เมื่อทีมต้องไล่ตามหลังครึ่งแรก การพยายามเร่งเกมก็ทำให้การตัดสินใจยิ่งยากขึ้น และสุดท้ายแม้กิ๊บส์-ไวท์จะขับเคลื่อนเกมได้ดี แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนความพยายามให้เป็นประตูตีเสมอได้
| ผู้เล่น | ทีม | บทบาทเด่นในเกม |
|---|---|---|
| Raúl Jiménez | Fulham | ยิงจุดโทษ 45+5 เป็นประตูชัย และช่วยพักบอลค้ำเกมรุกยามโดนกดดัน |
| Kevin | Fulham | ลากจี้ริมเส้นสร้างความอันตรายและเรียกจุดโทษที่ตัดสินเกม |
| Bernd Leno | Fulham | เซฟสำคัญครึ่งหลัง ช่วยทีมรักษาคลีนชีตและประคองสกอร์จนจบเกม |
| Morgan Gibbs-White | Nottingham Forest | ขับเคลื่อนเกมรุก พยายามหาช่องยิงและจ่าย แต่จังหวะสุดท้ายไม่เปลี่ยนเป็นประตู |
สถิติหลังเกม (ภาพรวม)
สถิติหลังเกมช่วยสะท้อนภาพของแมตช์ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฟูแล่ม 1-0 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้อย่างตรงไปตรงมา เพราะทั้งสองทีมมีตัวเลขใกล้เคียงกันในหลายหมวด ไม่ว่าจะเป็นการครองบอลหรือจำนวนยิงทั้งหมด แต่จุดที่น่าสนใจคือฟอเรสต์ได้เตะมุมมากกว่าชัดเจน ซึ่งบอกว่าพวกเขามีช่วงกดดันและครอสเข้าเขตโทษบ่อย โดยเฉพาะครึ่งหลังที่ต้องไล่ตาม อย่างไรก็ตามจำนวนยิงเข้ากรอบยังไม่ได้มากพอ และฟูแล่มก็รับมือบอลกลางอากาศกับจังหวะสองได้ดี ทำให้แรงกดดันไม่กลายเป็นประตูตีเสมอ
| สถิติ | ฟูแล่ม | ฟอเรสต์ |
|---|---|---|
| ครองบอล | 49.5% | 50.5% |
| ยิงเข้ากรอบ | 1 | 2 |
| ยิงทั้งหมด | 11 | 12 |
| ฟาวล์ | 5 | 9 |
| ใบเหลือง | 5 | 4 |
| เตะมุม | 1 | 5 |
| เซฟ | 2 | 0 |
เมื่ออ่านสถิติให้เป็น “เรื่องเดียวกับรูปเกม” จะเห็นว่าฟูแล่มยิงเข้ากรอบน้อยมาก แต่กลับชนะเพราะจังหวะเข้ากรอบหนึ่งครั้งนั้นเป็นจุดโทษที่ถูกเปลี่ยนเป็นประตู ในขณะที่ฟอเรสต์แม้จะมีเตะมุมเยอะและมีจำนวนยิงมากกว่าเล็กน้อย แต่คุณภาพของโอกาสและความเด็ดขาดยังไม่พอจะทำให้เลโนต้องเสียประตู การที่ฟูแล่มมีใบเหลืองหลายใบยังสะท้อนว่าพวกเขาต้องตัดเกมและรับมือแรงกดดันจริงในครึ่งหลัง แต่ก็ทำได้สำเร็จโดยไม่พลาดในจังหวะชี้เป็นชี้ตาย
เดิมพันส่งท้ายปี2025 ส่งบิลพร้อมลุ้นรางวัลมายมาย
บทสรุปโดยย่อ
เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฟูแล่ม 1-0 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เป็นเกมที่ตัดสินด้วย “จุดโทษ” และวินัยเกมรับอย่างแท้จริง จังหวะชี้ขาดคือการที่เควินถูกทำฟาวล์ในกรอบช่วงทดเวลาครึ่งแรก ก่อนฮิเมเนซยิงเข้าไปเป็นประตูชัย หลังจากนั้นฟอเรสต์เร่งครึ่งหลังอย่างหนักด้วยการยิงไกลและโยนบอลเข้าเขตโทษ แต่เจาะไม่เข้า เพราะฟูแล่มคุมพื้นที่และป้องกันบอลกลางอากาศได้ดี พร้อมมีเลโนช่วยเซฟจังหวะสำคัญ ทำให้เจ้าบ้านเก็บสามแต้มได้แบบลุ้นจนจบเกม
FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกมนี้
Q1: ใครยิงประตูชัยในเกม ฟูแล่ม 1-0 น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์?
A: ราอูล ฮิเมเนซยิงประตูชัยจากจุดโทษในนาที 45+5 ซึ่งเป็นประตูเดียวของเกมและเป็นจังหวะตัดสินที่ทำให้ฟูแล่มสามารถคุมเกมครึ่งหลังด้วยความได้เปรียบ
Q2: จุดโทษเกิดจากจังหวะอะไร?
A: แนวรับฟอเรสต์ทำฟาวล์เควินในกรอบเขตโทษช่วงทดเวลาครึ่งแรก ทำให้ผู้ตัดสินให้จุดโทษ และฮิเมเนซรับหน้าที่ยิงเข้าไปอย่างนิ่ง ๆ กลายเป็นประตูชัย 1-0
Q3: เกมนี้ทั้งสองทีมใช้แผนการเล่นอะไร?
A: ทั้งฟูแล่มและฟอเรสต์ใช้ระบบ 4-2-3-1 เหมือนกัน แต่ต่างกันที่จังหวะเปลี่ยนรับเป็นรุกและความคมในพื้นที่สุดท้าย โดยฟูแล่มสร้างความได้เปรียบจากเกมริมเส้นและเปลี่ยนเป็นประตูได้ ขณะที่ฟอเรสต์สร้างแรงกดดันมากแต่จบไม่เด็ดขาด
Q4: ทำไมสกอร์ถึงออกมาน้อย ทั้งที่ฟอเรสต์ได้เตะมุมเยอะกว่า?
A: เพราะโอกาสจบแบบเข้ากรอบและมีคุณภาพมีไม่มาก และฟูแล่มรับมือบอลกลางอากาศกับจังหวะสองได้ดี ทำให้แม้ฟอเรสต์จะครอสและได้เตะมุมหลายครั้ง แต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูตีเสมอได้
Q5: นักเตะเด่นที่สุดของเกมคือใคร?
A: เด่นสุดคือราอูล ฮิเมเนซจากประตูชัย และเควินจากการเรียกจุดโทษ ขณะเดียวกันแบร์นด์ เลโนก็เด่นจากการเซฟสำคัญในครึ่งหลังที่ช่วยรักษาคลีนชีตให้ฟูแล่มจนจบเกม
