เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ เป็นเกมพรีเมียร์ลีกอังกฤษที่ทำให้แฟนบอลเจ้าบ้านรู้สึกเสียดายอย่างหนัก เพราะเชลซีออกนำตั้งแต่นาทีต้น ๆ และดูเหมือนจะคุมเกมได้ตามที่ต้องการด้วยการครองบอลและคุมพื้นที่แดนกลางเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ตาม เกมนี้มีจุดเปลี่ยนชัดเจนเมื่อ เวสลีย์ โฟฟาน่า โดนใบแดงในนาที 72 ส่งผลให้เชลซีเหลือผู้เล่นเพียง 10 คน ต้องถอยลงไปรับลึกและเน้นเอาตัวรอดในช่วงท้าย สุดท้ายเบิร์นลี่ย์โหมบุกต่อเนื่องก่อนจะตีเสมอได้ในช่วงทดเจ็บจากลูกเตะมุม ทำให้จบเกมเสมอ 1-1 แบบเจ็บปวดสำหรับเชลซี

รูปเกมโดยรวมของ เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ แสดงให้เห็นว่าเชลซีเริ่มต้นได้ดีมาก การได้ประตูเร็วทำให้ทีมสามารถเลือกจังหวะการเล่นได้ ทั้งการครองบอลเพื่อคุมอุณหภูมิเกมและการบีบพื้นที่แดนกลางเพื่อไม่ให้คู่แข่งขึ้นเกมถนัด เมื่อเกมเดินไปเรื่อย ๆ เชลซียังดูเป็นฝ่ายคุมทรงได้มากกว่า แม้จะไม่ได้สร้างโอกาสจะแจ่มแบบต่อเนื่องก็ตาม แต่ช่วงท้ายเกมหลังใบแดง ทุกอย่างเปลี่ยนไปทันที เบิร์นลี่ย์เล่นง่ายขึ้น มีพื้นที่ให้เติมเกมและสร้างลูกตั้งเตะมากขึ้น จนกระทั่งได้ประตูตีเสมอที่ทำให้ผลการแข่งขันพลิกจาก 3 แต้มเป็น 1 แต้มในพริบตา

สรุปผลการแข่งขัน เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์

รายการ รายละเอียด
ผลการแข่งขัน เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์
วันที่แข่งขัน 21 กุมภาพันธ์ 2026
ผู้ทำประตู João Pedro 4’ (เชลซี) | Zian Flemming 90+3’ (เบิร์นลี่ย์)
ใบแดง เชลซี: Wesley Fofana (72’)
จุดโทษ (Penalty) ไม่มี

ประตูแรกของเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในนาทีที่ 4 เมื่อเชลซีเข้าทำแล้ว João Pedro ได้จังหวะชาร์จหรือจบสกอร์อย่างเฉียบขาด ส่งให้เจ้าถิ่นออกนำ 1-0 ตั้งแต่ต้นเกม ซึ่งเป็นประตูที่ช่วยให้เชลซีเล่นตามแผนได้ทันที เพราะสามารถคุมบอลและคุมพื้นที่แดนกลางได้มากขึ้น ส่วนเบิร์นลี่ย์ต้องปรับแผนเพื่อไล่ตามสกอร์ ทำให้เกมค่อย ๆ เปิดขึ้นในบางช่วง แต่เชลซียังพอประคองสถานการณ์ได้ จนกระทั่งช่วงท้ายเกมเมื่อสถานการณ์ใบแดงเกิดขึ้นและทำให้สมดุลทั้งหมดเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

ประตูตีเสมอของเบิร์นลี่ย์ในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ เกิดขึ้นในช่วงทดเจ็บนาที 90+3 จากลูกเตะมุมที่เปิดเข้ามาแล้ว Zian Flemming โหม่งพังตาข่ายได้สำเร็จ จุดที่ถูกพูดถึงมากคือการประกบตัวของแนวรับเชลซีที่หลวมกว่าที่ควรจะเป็นในสถานการณ์สำคัญที่สุดของเกม เมื่อทีมเหลือ 10 คนและถูกกดดันต่อเนื่อง การป้องกันลูกนิ่งจึงต้องละเอียดกว่าเดิม แต่สุดท้ายเบิร์นลี่ย์ใช้คุณภาพของลูกตั้งเตะลงโทษได้ตรงเวลา ส่งผลให้แฟนเจ้าบ้านต้องผิดหวังกับแต้มที่หลุดมือไปอย่างเจ็บปวด

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ (Key Moments Timeline)

เวลา เหตุการณ์ รายละเอียด
4’ GOAL João Pedro จบสกอร์ให้เชลซีนำเร็ว 1-0
72’ RED CARD Wesley Fofana โดนไล่ออก เชลซีเหลือ 10 คน เกมเปลี่ยนทันที
90+3’ GOAL Flemming โหม่งจากลูกเตะมุม ตีเสมอ 1-1 แนวรับเชลซีประกบหลวม

การเริ่มต้นของเชลซีในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ ถือว่าตรงตามตำราอย่างมาก เพราะการขึ้นนำเร็วช่วยลดแรงกดดันและเปิดทางให้ทีมบริหารเกมด้วยการครองบอลและคุมพื้นที่แดนกลางได้ตามต้องการ เชลซีสามารถใช้มิดฟิลด์สองคนอย่าง Moisés Caicedo และ Andrey Santos คุมจังหวะ ตัดเกม และทำให้เบิร์นลี่ย์ขึ้นเกมได้ยากในช่วงหนึ่ง ขณะเดียวกันผู้เล่นแนวรุกอย่าง Cole Palmer และ Enzo Fernández ก็พยายามสร้างโอกาสให้เกิดการจบสกอร์เพิ่ม เพื่อปิดเกมให้เร็ว แต่ปัญหาคือจำนวนจังหวะจบแบบเข้ากรอบไม่ได้มากพอที่จะทำให้สกอร์ห่างจนปลอดภัยจริง ๆ

จุดเปลี่ยนที่ทำให้เกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ พลิกจากความได้เปรียบของเจ้าถิ่นไปสู่ความกดดันอย่างหนัก คือใบแดงของ Wesley Fofana ในนาที 72 หลังจากนั้นเชลซีแทบไม่มีทางเลือกนอกจากต้องถอยลงไปรับลึก ลดจำนวนผู้เล่นในเกมรุกและเน้นรักษาพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษเป็นหลัก เพราะการเล่น 10 คนทำให้การไล่เพรสสูงทำได้ยากมาก เมื่อบีบไม่สุด คู่แข่งก็สามารถครองบอลและเปิดเกมรุกใส่ได้ต่อเนื่อง ส่งผลให้เบิร์นลี่ย์เริ่มได้เตะมุมและลูกตั้งเตะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่งกลายเป็นอาวุธสำคัญในช่วงท้ายเกม

วิเคราะห์แท็กติกและแผนการเล่น: ก่อนและหลังใบแดง

เชลซีในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ ใช้ระบบ 4-2-3-1 ที่ให้ความสำคัญกับการคุมพื้นที่แดนกลางและการครองบอลเพื่อกำหนดทิศทางของเกม Caicedo กับ Andrey Santos ทำหน้าที่เป็นตัวคุมจังหวะและคอยตัดเกมเมื่อเสียบอล ทำให้ช่วงที่ยังเล่น 11 คน เชลซีสามารถรักษารูปทรงได้ค่อนข้างดี และลดโอกาสที่เบิร์นลี่ย์จะเข้าทำแบบถึงพื้นที่อันตราย อย่างไรก็ตาม แม้จะคุมเกมได้มากกว่า แต่เชลซียังต้องการความเด็ดขาดในจังหวะสุดท้ายมากกว่านี้ เพราะสถิติยิงเข้ากรอบของทีมไม่ได้สูงพอที่จะทำให้คู่แข่งหมดหวังหรือเสียทรงเต็มที่

หลังใบแดงนาที 72 ในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ โครงสร้างของเชลซีเปลี่ยนจาก “คุมเกม” เป็น “เอาตัวรอด” ทันที การถอยลงไปรับลึกทำให้พื้นที่หน้ากรอบเขตโทษถูกปิดมากขึ้นก็จริง แต่ในขณะเดียวกันทีมต้องยอมให้คู่แข่งครองบอลและบุกใส่ต่อเนื่อง ความกดดันสะสมทำให้แนวรับต้องตัดสินใจในจังหวะสำคัญตลอดเวลา และเมื่อคู่แข่งเริ่มได้ลูกเตะมุมมากขึ้น โอกาสจากลูกตั้งเตะก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ยิ่งเล่นยิ่งเหนื่อยสำหรับทีมที่มีผู้เล่นน้อยกว่า เพราะการประกบตัวและการคุมพื้นที่ต้องละเอียดมากเป็นพิเศษ

ฝั่งเบิร์นลี่ย์ในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ มาในระบบ 3-4-2-1 ที่มีความยืดหยุ่นในการเติมเกมจากวิงแบ็กและการใช้ผู้เล่นสองคนด้านหลังหน้าเป้าคอยหาพื้นที่ระหว่างไลน์ ช่วงที่เชลซียังครบ 11 คน เบิร์นลี่ย์อาจขึ้นเกมได้ไม่ถนัดนักเพราะโดนเชลซีคุมแดนกลาง แต่เมื่อเชลซีเหลือ 10 คน เบิร์นลี่ย์ก็เพิ่มแรงกดดันได้ทันที โดยเฉพาะพลังการไล่บีบและแย่งบอลของ Hannibal Mejbri กับ Lesley Ugochukwu ที่ช่วยให้ทีมยืนสูงขึ้นและเก็บบอลจังหวะสองได้มากขึ้น ส่งผลให้ทีมเยือนได้บุกต่อเนื่องและสร้างเงื่อนไขจนได้ลูกเตะมุมที่นำไปสู่ประตูตีเสมอในท้ายที่สุด

11 ตัวจริงและระบบการเล่น

เชลซี (4-2-3-1)

ตำแหน่ง รายชื่อผู้เล่น
GK Robert Sánchez
DF Reece James, Wesley Fofana, Trevoh Chalobah, Malo Gusto
DM/CM Moisés Caicedo, Andrey Santos
AM/W Cole Palmer, Enzo Fernández, Pedro Neto
ST João Pedro

รายชื่อของเชลซีในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ สะท้อนความตั้งใจในการครองบอลและคุมพื้นที่ชัดเจน โดยมี Caicedo และ Andrey Santos เป็นแกนคุมกลาง ขณะที่ Palmer และ Enzo ทำหน้าที่สร้างสรรค์เกมและเชื่อมจังหวะเข้าทำ ส่วน Pedro Neto เพิ่มความเร็วในการโจมตีพื้นที่ริมเส้นและการพาบอลเข้าพื้นที่สุดท้าย ด้านหลัง Reece James มีบทบาทสำคัญมากในการคุมเกมรับและการช่วยปิดพื้นที่เมื่อทีมต้องถอยลงไปตั้งรับลึกหลังเหลือ 10 คน อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของทีมคือการปิดเกมให้ได้ตั้งแต่ช่วงที่ยังครบ 11 คน เพราะการนำเพียง 1-0 ทำให้ยังเปิดโอกาสให้คู่แข่งกลับมาได้เสมอ

เบิร์นลี่ย์ (3-4-2-1)

ตำแหน่ง รายชื่อผู้เล่น
GK Martin Dúbravka
DF Kyle Walker, Joe Worrall, Maxime Estève
WB/CM Josh Laurent, Lesley Ugochukwu, Hannibal Mejbri, Bashir Humphreys
AM Marcus Edwards, Jaidon Anthony
ST Zian Flemming

เบิร์นลี่ย์ในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ ใช้ 3-4-2-1 ที่เน้นการเติมเกมจากด้านข้างและการวางผู้เล่นสองคนหลังหน้าเป้าเพื่อคอยหา “ช่องระหว่างไลน์” ในช่วงแรกพวกเขาอาจเจาะเข้ากลางได้ไม่ง่ายนักเพราะเชลซีคุมแดนกลางดี แต่เมื่อเข้าสู่ช่วงท้ายและเชลซีเหลือ 10 คน เบิร์นลี่ย์ก็เริ่มมีพื้นที่ในการครองบอลและเปิดเกมรุกมากขึ้น จุดเด่นคือพลังการวิ่งไล่ของ Hannibal และ Ugochukwu ที่ช่วยให้ทีมเก็บบอลจังหวะสองได้ดี รวมถึงความนิ่งของ Dúbravka ที่เซฟสำคัญประคองทีมไว้จนมีโอกาสกลับมาเอาแต้มได้ในช่วงทดเจ็บ

นักเตะคนสำคัญ (Key Players)

João Pedro คือคนที่ทำให้เชลซีได้เปรียบตั้งแต่ต้นในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ เพราะประตูในนาทีที่ 4 ทำให้รูปเกมเข้าทางเชลซีอย่างชัดเจน ทีมสามารถเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้นและค่อย ๆ คุมจังหวะด้วยการครองบอล ส่วน Caicedo และ Andrey Santos ก็ทำงานหนักในแดนกลางเพื่อคุมพื้นที่และตัดเกม ทำให้เบิร์นลี่ย์ขึ้นเกมได้ยากในช่วงที่เชลซียังครบ 11 คน อย่างไรก็ตาม เมื่อทีมไม่สามารถบวกสกอร์เพิ่มได้ ความกดดันจึงสะสมจนท้ายเกมกลายเป็นสถานการณ์ที่ต้องลุ้นแบบใจหายใจคว่ำหลังจากมีใบแดงเกิดขึ้น

Reece James มีบทบาทสำคัญมากหลังเชลซีเหลือ 10 คนในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ เพราะต้องรับภาระทั้งการคุมแนวรับ การปิดพื้นที่ริมเส้น และการช่วยจัดระเบียบเมื่อทีมถอยลึก เขาพยายามประคองเกมและลดความเสียหายให้มากที่สุด แต่เมื่อถูกกดดันต่อเนื่องและเบิร์นลี่ย์ได้ลูกตั้งเตะหลายครั้ง การป้องกันในรายละเอียดจึงยิ่งสำคัญ และสุดท้ายจังหวะลูกเตะมุมทดเจ็บก็กลายเป็นจุดที่พังลง ซึ่งเป็นภาพสะท้อนว่าเกมรับช่วงท้ายต้องไม่หลุดแม้เพียงเสี้ยววินาที

ฝั่งเบิร์นลี่ย์ Zian Flemming กลายเป็นฮีโร่ของทีมในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ จากการโหม่งตีเสมอในช่วงทดเจ็บนาที 90+3 ประตูนี้ไม่ได้มาจากความบังเอิญล้วน ๆ เพราะเป็นผลจากการโหมบุกต่อเนื่องหลังเชลซีเหลือ 10 คน และการสร้างสถานการณ์ลูกตั้งเตะซ้ำ ๆ จนแนวรับเจ้าถิ่นเริ่มหลวม ขณะเดียวกัน Hannibal และ Ugochukwu ก็เด่นในแง่พลังไล่บีบและการแย่งบอลกลางสนาม ทำให้เบิร์นลี่ย์ได้เล่นเกมรุกในพื้นที่สูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะปิดจ็อบด้วยลูกเตะมุมที่มีคุณภาพ

Martin Dúbravka เป็นอีกคนที่มีความสำคัญต่อผลเสมอในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ เพราะหลายช่วงเขามีเซฟที่ช่วยให้ทีมไม่เสียประตูเพิ่ม หากเชลซีได้ประตูที่สองเมื่อไหร่ เกมจะยากมากสำหรับทีมเยือนและอาจหมดสิทธิ์กลับมา แต่ความนิ่งของผู้รักษาประตูช่วยให้เบิร์นลี่ย์ยังอยู่ในเกมจนถึงนาทีสุดท้าย และเมื่อโอกาสจากลูกตั้งเตะมาถึง ทีมก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือ จึงถือเป็นแต้มที่ได้มาจากทั้งความพยายามและวินัยในการเล่นจนวินาทีสุดท้าย

สถิติหลังเกม (Post-match Stats)

สถิติ เชลซี เบิร์นลี่ย์
ครองบอล 67.2% 32.8%
โอกาสยิง 11 9
ยิงเข้ากรอบ 2 3
เตะมุม 9 3
เซฟ 3 1
ใบแดง 1 (Fofana 72’) 0

สถิติของเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ ยืนยันภาพที่เห็นในสนามว่าเชลซีเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่าอย่างชัดเจนถึง 67.2% และมีจำนวนเตะมุมมากกว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจคือการยิงเข้ากรอบของเชลซีมีเพียง 2 ครั้ง ซึ่งสะท้อนว่าการครองบอลยังไม่ได้แปลว่าเข้าทำได้คมพอเสมอไป ขณะที่เบิร์นลี่ย์ยิงเข้ากรอบมากกว่า 3 ครั้ง และเมื่อเกมเข้าสู่ช่วงท้ายหลังเชลซีเหลือ 10 คน การบุกกดดันของทีมเยือนยิ่งเพิ่มขึ้นจนได้ประตูจากลูกเตะมุม แม้จำนวนเตะมุมจะน้อยกว่า แต่ประสิทธิภาพในจังหวะสำคัญกลับสูงกว่าในช่วงวินาทีที่ตัดสินแต้ม

บทสรุปโดยย่อ: ทำไมเชลซีครองบอลเยอะแต่ชนะไม่ได้

เหตุผลที่เชลซีจบเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ ด้วยความเสียดาย คือแม้จะเริ่มดีและคุมเกมได้ในช่วงใหญ่ แต่ไม่สามารถเพิ่มสกอร์ให้ขาดได้ จังหวะจบแบบเข้ากรอบมีไม่มากพอที่จะปิดเกม เมื่อสกอร์ยัง 1-0 เกมยังเปิดโอกาสให้เกิดเหตุการณ์เปลี่ยนโมเมนตัมได้ทุกเมื่อ และใบแดงของ Fofana ในนาที 72 ก็เป็นเหตุการณ์นั้นพอดี หลังจากเหลือ 10 คน เชลซีต้องถอยลึกและยอมให้เบิร์นลี่ย์บุกใส่ต่อเนื่อง สุดท้ายโดนลงโทษจากลูกนิ่งช่วงทดเจ็บ ซึ่งเป็นบทเรียนที่ชัดเจนว่าการจัดการช่วงท้ายเกมสำคัญไม่แพ้การเริ่มต้นที่ดี

ในมุมของเบิร์นลี่ย์ ผลเสมอจากเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ คือแต้มที่ได้จากความพยายามและความเชื่อมั่นจนวินาทีสุดท้าย ทีมอาจไม่ได้คุมเกมด้วยการครองบอล แต่เลือกอดทน รอจังหวะ และเพิ่มแรงกดดันเมื่อคู่แข่งเสียเปรียบจำนวนผู้เล่น การไล่บีบของแดนกลางทำให้เชลซีต่อบอลยากขึ้นและต้องเคลียร์บอลบ่อยขึ้น เมื่อบอลถูกเคลียร์ออกมา ทีมเยือนก็เก็บบอลจังหวะสองได้ดีจนสร้างลูกเตะมุมและลูกตั้งเตะมากขึ้นเรื่อย ๆ ก่อนจะได้ประตูตีเสมอจากการโหม่งของ Flemming ที่มีคุณภาพและถูกจังหวะอย่างมาก

FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์

Q1: ทำไมเชลซีครองบอลเยอะแต่ชนะไม่ได้?

ในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ เชลซีนำเร็วก็จริงและครองบอลมากกว่า แต่จังหวะจบแบบเข้ากรอบมีไม่มาก ทำให้สกอร์ไม่ห่างพอจะปิดเกมได้ อีกทั้งหลังโดนใบแดงนาที 72 ทีมต้องถอยลึกและเน้นเกมรับ จึงโดนกดดันท้ายเกมต่อเนื่องจนเสียประตูจากลูกเตะมุมในช่วงทดเจ็บ ซึ่งเป็นผลจากทั้งความล้าและการป้องกันรายละเอียดที่หลุดเพียงชั่วครู่

Q2: ประตูตีเสมอของเบิร์นลี่ย์มาจากจังหวะไหน?

ประตูตีเสมอในเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ มาจากลูกเตะมุมในช่วงทดเจ็บนาที 90+3 เมื่อบอลเปิดเข้ามาแล้ว Zian Flemming โหม่งเข้าไปได้สำเร็จ จังหวะนี้ถูกพูดถึงเรื่องการประกบตัวของแนวรับเชลซีที่หลวม ทำให้ผู้เล่นเบิร์นลี่ย์ได้โหม่งในพื้นที่อันตรายและเปลี่ยนเป็นประตูทันที

Q3: มีจุดโทษไหม?

เกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ ไม่มีจุดโทษเกิดขึ้นตลอด 90 นาที ทั้งสองทีมตัดสินกันด้วยประตูจากเกมเปิดและลูกตั้งเตะ โดยจุดชี้ชะตาจริง ๆ คือใบแดงนาที 72 และลูกเตะมุมทดเจ็บที่เบิร์นลี่ย์ใช้ลงโทษได้อย่างแม่นยำ

Q4: จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดคืออะไร?

จุดเปลี่ยนที่สำคัญที่สุดของเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ คือใบแดงของ Wesley Fofana ในนาที 72 เพราะหลังจากนั้นเชลซีต้องเปลี่ยนจากการคุมเกมมาเป็นการตั้งรับลึก ทำให้เบิร์นลี่ย์สามารถบุกใส่และสร้างแรงกดดันต่อเนื่องได้มากขึ้น จนนำไปสู่สถานการณ์ลูกนิ่งและลูกเตะมุมที่กลายเป็นประตูตีเสมอในช่วงทดเจ็บ

โปรแกรมนัดถัดไปของทั้งสองทีม

ทีม คู่แข่ง สนาม วันที่
เชลซี อาร์เซน่อล เยือน 1 มี.ค. 2026
เบิร์นลี่ย์ เบรนท์ฟอร์ด เหย้า 28 ก.พ. 2026

หลังเกม เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ โปรแกรมถัดไปของเชลซีคือการออกไปเยือนอาร์เซน่อลในวันที่ 1 มีนาคม 2026 ซึ่งเป็นเกมใหญ่ที่ต้องใช้ทั้งความนิ่งและวินัยเกมรับให้มาก เพราะการเจอทีมที่กดดันสูงอาจทำให้ความผิดพลาดเล็ก ๆ ถูกลงโทษได้ทันที ส่วนเบิร์นลี่ย์จะกลับไปเล่นในบ้านพบเบรนท์ฟอร์ดในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2026 ซึ่งเป็นโอกาสสำคัญในการต่อยอดโมเมนตัมจากแต้มที่ได้แบบดราม่าทดเจ็บ และพิสูจน์ว่าความพยายามช่วงท้ายเกมของพวกเขาสามารถแปรเป็นผลการแข่งขันที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง

โดยสรุปแล้ว เกมนี้เป็นบทเรียนสำหรับเชลซีว่าการนำเร็วและครองบอลเหนือกว่าไม่เพียงพอหากไม่สามารถปิดเกมให้เด็ดขาดได้ โดยเฉพาะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดอย่างใบแดงที่ทำให้รูปเกมเปลี่ยนแบบฉับพลัน ขณะเดียวกันเบิร์นลี่ย์แสดงให้เห็นถึงความอดทนและความเชื่อมั่นในการเล่นจนวินาทีสุดท้าย ก่อนจะได้รางวัลเป็นประตูตีเสมอจากลูกตั้งเตะในช่วงทดเจ็บ ทำให้เรื่องราวของ เชลซี 1-1 เบิร์นลี่ย์ กลายเป็นหนึ่งในเกมที่มีดราม่าช่วงท้ายและน่าจดจำของวันแข่งขันนี้อย่างแท้จริง