พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นิวคาสเซิล 2-0 คริสตัล พาเลซ ที่เซนต์ เจมส์ พาร์ค เป็นเกมที่ดูเหมือนจะอึดอัดในครึ่งแรก แต่กลับ “คมชัด” มากในครึ่งหลังเมื่อเจ้าบ้านปลดล็อกได้จากลูกตั้งเตะ นิวคาสเซิลคุมจังหวะและพื้นที่ได้เหนือกว่า แม้จะมีประตูถูกริบถึงสองครั้งจากจังหวะล้ำหน้า แต่ทีมยังไม่เสียสมาธิ เดินหน้ากดดันต่อเนื่องจนบรูโน่ กิมาไรส์โหม่งขึ้นนำในนาที 71 ก่อนมาลิค เธียวจะซ้ำจากชุลมุนหลังเตะมุมในนาที 78 ปิดเกม 2-0 พร้อมคลีนชีตแบบเด็ดขาด

ด้านคริสตัล พาเลซมาในทรงที่เน้นรับให้แน่นและรอสวนกลับ โดยหวังใช้ความเร็วและการวางบอลทะลุช่องให้หน้าเป้าได้ลุ้น แต่ตลอดเกมพวกเขาสร้างโอกาสเข้ากรอบได้น้อยมาก เมื่อเจอการเพรสและการคุมแดนกลางของนิวคาสเซิลก็ยิ่งทำให้การเชื่อมเกมสะดุด พอเสียประตูจากลูกนิ่ง เกมยิ่งเข้าทางเจ้าบ้านที่คุมความได้เปรียบได้อย่างเป็นระบบ สุดท้ายจึงเป็นชัยชนะที่สะท้อนว่า “ใครจบคุณภาพกว่า” และ “ใครใช้ลูกตั้งเตะได้คุ้มกว่า” อย่างชัดเจน

สรุปผลการแข่งขันและรายละเอียดแมตช์

ข้อมูลการแข่งขัน
รายการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันแข่งขัน 4 ม.ค. 2026
สนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ค (St James’ Park)
ผลการแข่งขัน นิวคาสเซิล 2-0 คริสตัล พาเลซ
ผู้ทำประตู Bruno Guimarães (71’), Malick Thiaw (78’)
ประเด็นเด่น นิวคาสเซิลชนะด้วยเซตพีซ + มีประตูถูกริบล้ำหน้า 2 ครั้งในครึ่งแรก

ภาพรวมของเกมนี้เริ่มด้วยความตึงมือ เพราะนิวคาสเซิลเป็นฝ่ายคุมเกมและพยายามเปิดพื้นที่เข้าทำ แต่พาเลซยืนรับเป็นระบบและพยายามตัดจังหวะในแดนกลางเพื่อไม่ให้เจ้าบ้านต่อบอลไหลเข้าเขตโทษได้ง่าย นิวคาสเซิลมีช่วงที่เหมือนจะปลดล็อกได้แล้วจากการจบสกอร์ในกรอบ แต่กลับถูกริบประตูจากล้ำหน้า ทำให้ครึ่งแรกกลายเป็นเกมที่ต้องใช้ความอดทนสูง เมื่อยิงได้แต่ไม่ได้ประตูจริง ทีมที่คุมอารมณ์และยืนแผนได้แน่นย่อมได้เปรียบ และนิวคาสเซิลแสดงให้เห็นชัดว่าพวกเขาไม่หลุดโฟกัสแม้เจอเรื่องแบบนี้

พอเกมเข้าสู่ครึ่งหลัง จังหวะของนิวคาสเซิลดูไหลลื่นกว่าเดิมและการเคลื่อนที่ของผู้เล่นในพื้นที่สุดท้ายชัดขึ้น พาเลซยังพยายามยืนหลังสามและคุมพื้นที่ริมเส้นด้วยวิงแบ็ก แต่เมื่อโดนกดต่อเนื่องและต้องรับลูกตั้งเตะหลายครั้ง ความผิดพลาดเพียงเสี้ยววินาทีก็อาจเกิดขึ้นได้ สุดท้ายเจ้าบ้านใช้จุดแข็งของตัวเองคือการเล่นลูกนิ่งและการเข้าโจมตีพื้นที่อากาศจนปลดล็อกได้ ก่อนจะปิดเกมด้วยลูกเตะมุมอีกครั้ง ทำให้ชัยชนะ 2-0 ไม่ใช่แค่สกอร์สวย แต่เป็นผลลัพธ์ของความนิ่งและการจัดการรายละเอียดในเกมได้ดีกว่า

เหตุการณ์สำคัญในสนาม (ไทม์ไลน์เกม)

นาที เหตุการณ์ รายละเอียด
19′ ประตูถูกริบ นิวคาสเซิลมีประตูถูกริบจากจังหวะล้ำหน้า (แอนโธนี่ กอร์ดอน)
ครึ่งแรก ประตูถูกริบ นิวคาสเซิลมีประตูถูกริบอีกครั้งจากล้ำหน้า (โจลินตอน)
71′ GOAL นิวคาสเซิล 1-0 พาเลซ: บรูโน่ กิมาไรส์ โหม่งจ่อ ๆ ส่งบอลเข้าประตู
78′ GOAL นิวคาสเซิล 2-0: มาลิค เธียว ยิงจากจังหวะชุลมุนหลังลูกเตะมุม/เซตพีซ ย้ำชัย

ประตูที่ถูกริบในครึ่งแรกสองครั้งทำให้เกมมีความรู้สึก “ค้างคา” เพราะนิวคาสเซิลทำได้ดีจนถึงจังหวะสุดท้ายแล้ว แต่รายละเอียดเล็ก ๆ อย่างการยืนไลน์ล้ำหน้ากลับทำให้ความพยายามทั้งหมดกลายเป็นศูนย์ อย่างไรก็ตามสิ่งที่น่าชื่นชมคือเจ้าบ้านไม่ปล่อยให้ความหงุดหงิดทำลายรูปเกม พวกเขายังคุมบอล เดินเกม และพยายามบีบให้พาเลซต้องถอยต่ำลงเรื่อย ๆ จนสุดท้ายพาเลซต้องรับแรงกดดันต่อเนื่องและเริ่มเสียการยืนตำแหน่งในบางช่วง ซึ่งเป็นต้นทุนที่สะสมไปสู่การเสียประตูในครึ่งหลัง

ประตูแรกในนาที 71 ของกิมาไรส์มาในรูปแบบที่สะท้อนจุดแข็งของนิวคาสเซิลอย่างแท้จริง นั่นคือการโจมตีจากลูกกลางอากาศและการเข้าพื้นที่ให้ถูกจังหวะ เมื่อบอลถูกเปิดเข้ามา กิมาไรส์อ่านทางและเข้าถึงบอลในระยะเผาขนก่อนโหม่งเข้าไปแบบเฉียบขาด ประตูนี้เหมือนการปลดล็อกทุกอย่าง เพราะทันทีที่ขึ้นนำ เจ้าบ้านสามารถคุมเกมตามถนัดและบังคับให้พาเลซต้องเปิดหน้าไล่ ซึ่งยิ่งทำให้ช่องว่างเกิดขึ้นและทำให้เกมไหลเข้าทางนิวคาสเซิลมากขึ้นไปอีก

จากนั้นในนาที 78 เธียวมาปิดเกมจากจังหวะชุลมุนหลังลูกเตะมุม ซึ่งย้ำให้เห็นชัดว่าเกมนี้ “เซตพีซคือคำตอบ” เพราะทั้งสองประตูล้วนเกิดจากลูกนิ่ง การได้ประตูที่สองเร็วหลังปลดล็อกช่วยทำให้เจ้าบ้านเล่นง่ายขึ้นทันที และทำให้พาเลซต้องเจอกำแพงความมั่นใจที่สูงขึ้นสองเท่า การพยายามโต้กลับของทีมเยือนจึงยิ่งยาก เพราะนิวคาสเซิลสามารถถอยมาคุมพื้นที่และเลือกจังหวะตัดเกมได้อย่างไม่ตื่นตระหนก สุดท้ายจบเกมด้วยคลีนชีตที่เป็นรางวัลของการคุมเกมอย่างมีวินัย

จุดโทษชี้ชะตา

เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นิวคาสเซิล 2-0 คริสตัล พาเลซ นัดนี้ ไม่มีจุดโทษ และไม่มีจังหวะในกรอบเขตโทษที่เปลี่ยนผลการแข่งขันด้วยการชี้จุดโทษ ดังนั้นตัวชี้ชะตาของแมตช์จึงไปอยู่ที่เรื่องอื่นแทน โดยเฉพาะความสามารถในการเล่นลูกตั้งเตะของนิวคาสเซิลที่ทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งการเปิดบอลให้กิมาไรส์โหม่ง และการกดดันต่อเนื่องจนเกิดชุลมุนจากเตะมุมให้เธียวซ้ำเป็นประตู ซึ่งเป็นรูปแบบการทำประตูที่สะท้อนการซ้อมและการจัดระเบียบในรายละเอียดได้ชัดเจน

11 ตัวจริงและแผนการเล่น

นิวคาสเซิล (4-3-3) คริสตัล พาเลซ (3-4-2-1)
Nick Pope; Lewis Hall, Fabian Schär, Malick Thiaw, Lewis Miley; Joelinton, Sandro Tonali, Bruno Guimarães; Anthony Gordon, Yoane Wissa, Jacob Murphy Dean Henderson; Maxence Lacroix, Marc Guéhi, Jefferson Lerma; Nathaniel Clyne, Adam Wharton, Will Hughes, Tyrick Mitchell; Brennan Johnson, Yéremi Pino; Jean-Philippe Mateta

นิวคาสเซิลในระบบ 4-3-3 มีความตั้งใจชัดเจนคือคุมแดนกลางและกดดันคู่แข่งให้เสียบอลในพื้นที่ที่สวนกลับหรือบุกต่อได้ทันที แดนกลางสามคนช่วยกันหมุนเวียนตำแหน่งเพื่อเปิดมุมจ่ายบอล ขณะที่สามแนวรุกพยายามดึงแนวรับพาเลซให้กว้าง แล้วโจมตีทั้งจากริมเส้นและการสอดเข้ากรอบ เกมนี้ความได้เปรียบของเจ้าบ้านคือการพาบอลเข้าพื้นที่สุดท้ายได้บ่อย และได้ลูกเตะมุมจำนวนมาก ซึ่งต่อยอดไปสู่ประตูทั้งสองลูกในครึ่งหลังอย่างเป็นรูปธรรม

คริสตัล พาเลซในระบบ 3-4-2-1 เน้นตั้งรับด้วยหลังสามและใช้วิงแบ็กคุมพื้นที่ริมเส้นเพื่อลดอันตรายจากการโจมตีด้านข้างของนิวคาสเซิล สองตัวรุกด้านหลังหน้าเป้าถูกวางให้เชื่อมเกมสวนกลับและช่วยพาบอลขึ้นเมื่อมีโอกาส แต่ปัญหาหลักคือเมื่อถูกเพรสและถูกตัดจังหวะในแดนกลาง การเปลี่ยนจากรับเป็นรุกไม่ไหลลื่น ทำให้จังหวะขึ้นเกมมักถูกหยุดก่อนถึงพื้นที่สุดท้าย และทำให้หน้าเป้าอย่างมาเตต้าแทบไม่ได้จบสกอร์ในจังหวะที่ถนัด ส่งผลให้โอกาสยิงเข้ากรอบตลอดเกมมีน้อยมาก

เมื่อเกมยังเสมอ 0-0 ในครึ่งแรก พาเลซยังพอรักษาแผนรับและรอโต้กลับได้ แต่พอครึ่งหลังโดนกดด้วยลูกตั้งเตะบ่อยขึ้น ความเสี่ยงจากการเสียตำแหน่งในจังหวะลูกนิ่งก็เพิ่มตามไปด้วย และนั่นคือจุดที่นิวคาสเซิลใช้ประโยชน์ได้เต็มที่ เพราะพวกเขาอ่านเกมออกว่าการบุกด้วยเซตพีซให้ผลมากกว่าในวันที่เกมโอเพ่นเพลย์เจาะยาก เมื่อปลดล็อกได้แล้ว ทุกอย่างจึงไหลไปตามสคริปต์ของเจ้าบ้านทันที และทำให้ชัยชนะครั้งนี้ดูเป็นผลลัพธ์ที่มีเหตุผลจากแท็กติกมากกว่าความบังเอิญ

นักเตะคนสำคัญ (Key Players)

Key Players นิวคาสเซิล Key Players คริสตัล พาเลซ
Bruno Guimarães – ทำประตูขึ้นนำและเป็นศูนย์กลางแดนกลาง ช่วยคุมจังหวะให้ทีมเล่นนิ่ง
Malick Thiaw – แนวรับที่เติมมายิงย้ำชัยจากเซตพีซ ช่วยปิดเกมแบบเด็ดขาด
Nick Pope – เก็บคลีนชีต คุมพื้นที่หลังบ้านและมีจังหวะเซฟสำคัญ
Dean Henderson – เซฟหลายครั้งช่วยไม่ให้สกอร์ไหลหนักกว่าเดิม
Will Hughes / Adam Wharton – พยายามคุมจังหวะและเชื่อมเกมสวนกลับในแดนกลาง
Jean-Philippe Mateta – เป้าหลักหน้าแต่โอกาสจบสกอร์เข้ากรอบมีจำกัด

กิมาไรส์คือภาพแทนของคำว่า “คุมเกมและตัดสินเกม” เพราะนอกจากจะเป็นศูนย์กลางแดนกลางที่ช่วยหมุนจังหวะและเชื่อมเกมรุกแล้ว เขายังเป็นคนทำประตูปลดล็อกที่สำคัญที่สุดของแมตช์นี้ด้วย ลูกโหม่งในนาที 71 เปลี่ยนบรรยากาศทั้งหมดในสนามจากความอึดอัดเป็นความมั่นใจ และทำให้เจ้าบ้านสามารถเล่นตามถนัดได้ทันที นี่คือประตูที่มีค่ามากกว่าแค่หนึ่งลูก เพราะมันปลดล็อกทั้งความกดดันและเปิดทางให้ทีมปิดเกมด้วยความนิ่งในช่วงเวลาที่เหลือ

เธียวมีบทบาทเด่นในฐานะแนวรับที่ไม่เพียงทำหน้าที่ป้องกัน แต่ยังเป็นผู้ย้ำชัยด้วยการฉวยจังหวะจากชุลมุนหลังเตะมุม ซึ่งย้ำให้เห็นว่าความอันตรายจากลูกนิ่งของนิวคาสเซิลไม่ได้จำกัดอยู่แค่กองหน้าเท่านั้น การที่แนวรับเติมขึ้นมามีส่วนร่วมในจังหวะทำประตู ทำให้คู่แข่งต้องรับมือหลายมิติ และยากที่จะประกบได้ครบทุกคนในกรอบเขตโทษ เมื่อเธียวทำประตู 2-0 ได้ เกมจึงแทบถูกปิดทันที เพราะพาเลซต้องการสองประตูในเวลาที่เหลือทั้งที่ยิงเข้ากรอบแทบไม่ได้

อีกคนที่มีความสำคัญต่อชัยชนะคือโป๊ป เพราะคลีนชีตไม่ได้เกิดจากแนวรับอย่างเดียว แต่เกิดจากผู้รักษาประตูที่คุมพื้นที่และตัดสินใจได้ดีในจังหวะต้องออกมาตัดบอลหรือรับลูกครอส แม้พาเลซจะมีโอกาสไม่มาก แต่เกมฟุตบอลมักมีช่วงที่ถ้าเสียประตูแบบไม่ควรเสียทุกอย่างอาจเปลี่ยนได้ โป๊ปทำให้ทีมไม่ต้องเจอกับสถานการณ์นั้น และช่วยรักษาความนิ่งของทีมจนจบเกม ส่วนฝั่งพาเลซ เฮนเดอร์สันต้องรับภาระหนักและมีหลายจังหวะเซฟช่วยทีมไม่ให้สกอร์ไหลเกินสองลูก แม้สุดท้ายจะต้านไม่ไหวก็ตาม

ในมุมของพาเลซ จุดที่เห็นได้ชัดคือพวกเขาพยายามเชื่อมเกมผ่านฮิวจ์สและวอร์ตันเพื่อหาจังหวะสวนกลับ แต่เมื่อโดนเพรสและถูกตัดเกมเร็ว การจ่ายบอลทะลุช่องไปถึงมาเตต้าจึงไม่ต่อเนื่อง ทำให้หน้าเป้าต้องเล่นแบบโดดเดี่ยวและได้บอลในพื้นที่อันตรายน้อยมาก เมื่อทีมเสียประตูจากลูกนิ่ง พาเลซยิ่งต้องดันสูงและเสี่ยงมากขึ้น แต่ก็ยังไม่สามารถสร้างโอกาสเข้ากรอบได้เพียงพอ สุดท้ายจึงเป็นเกมที่สะท้อนข้อจำกัดของทีมเยือนในวันนั้นอย่างชัดเจน

สถิติหลังเกม (ภาพรวม)

สถิติ นิวคาสเซิล คริสตัล พาเลซ
ครองบอล 59% 41%
ยิงเข้ากรอบ 7 1
ยิงทั้งหมด 12 11
เตะมุม 8 6
ฟาวล์ 5 12
ใบเหลือง 1 3
เซฟ 1 5

สถิติครองบอลและจำนวนเตะมุมช่วยยืนยันว่้านิวคาสเซิลเป็นฝ่ายกดดันมากกว่า พวกเขาถือบอลได้มากกว่าและพาบอลเข้าไปในพื้นที่สุดท้ายจนได้ลูกตั้งเตะหลายครั้ง ซึ่งเป็นฐานสำคัญของประตูทั้งสองลูกในครึ่งหลัง อย่างไรก็ตามตัวเลขที่สะท้อนภาพเกมได้ชัดที่สุดคือ “ยิงเข้ากรอบ 7 ต่อ 1” เพราะแปลว่านิวคาสเซิลไม่ได้แค่ครองบอล แต่สร้างโอกาสที่บังคับให้ผู้รักษาประตูต้องทำงานจริง ๆ หลายครั้ง ขณะที่พาเลซแม้ยิงรวมเกือบเท่ากัน แต่คุณภาพช็อตที่เข้ากรอบและกดดันแนวรับจริง ๆ มีน้อยมาก

อีกมุมหนึ่งคือจำนวนเซฟของเฮนเดอร์สันที่สูงถึง 5 ครั้ง แสดงให้เห็นว่าถ้าไม่มีการเซฟสำคัญหลายหน สกอร์อาจไหลมากกว่านี้ และยิ่งตอกย้ำว่านิวคาสเซิลมีโอกาสจบสกอร์ที่ชัดเจนกว่า ส่วนจำนวนฟาวล์และใบเหลืองที่พาเลซมากกว่า สะท้อนว่าทีมเยือนต้องใช้การตัดเกมและการปะทะเพื่อหยุดโมเมนตัมของเจ้าบ้านอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่นิวคาสเซิลเร่งจังหวะมากขึ้นจนพาเลซต้องถอยและเสี่ยงทำฟาวล์ในพื้นที่สำคัญ

แม้พาเลซจะมีจำนวนยิงรวม 11 ครั้งที่ไม่ได้น้อยมาก แต่เมื่อเทียบกับการยิงเข้ากรอบเพียง 1 ครั้ง ก็สะท้อนว่าการเข้าทำของพวกเขาขาดความเฉียบคมและขาดจังหวะที่ได้ยิงถนัดในพื้นที่อันตราย ซึ่งมักเกิดจากการที่แดนกลางไม่สามารถพาบอลขึ้นไปสนับสนุนหน้าเป้าได้ต่อเนื่อง เมื่อไม่สามารถสร้างโอกาสคุณภาพได้ โอกาสจะกลับมาในเกมยิ่งยาก และเมื่อเสียประตูจากเซตพีซสองครั้งในเกมเดียว ก็ยิ่งเป็นบทลงโทษที่ชัดเจนว่ารายละเอียดเล็ก ๆ ในลูกนิ่งสามารถกำหนดผลการแข่งขันได้จริง

เดิมพันส่งท้ายปี2025 ส่งบิลพร้อมลุ้นรางวัลมายมาย

บทสรุปโดยย่อ

เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ นิวคาสเซิล 2-0 คริสตัล พาเลซ เป็นชัยชนะที่มาจากความอดทนและประสิทธิภาพลูกตั้งเตะ ครึ่งแรกนิวคาสเซิลทำได้ดีแต่มีประตูถูกริบจากล้ำหน้า 2 ครั้ง ทำให้เกมดูอึดอัดและต้องใช้ความนิ่งสูง พอเข้าสู่ครึ่งหลังเจ้าบ้านเร่งจังหวะและปลดล็อกได้จากลูกโหม่งของกิมาไรส์ในนาที 71 ก่อนเธียวจะย้ำชัยจากชุลมุนหลังเตะมุมในนาที 78 ปิดเกม 2-0 แบบคลีนชีต ขณะที่พาเลซมีโอกาสบ้างแต่ยิงเข้ากรอบน้อยจนไม่สามารถกลับมาได้

หากมองในเชิงภาพรวม นิวคาสเซิลเป็นฝ่ายคุมเกมและสร้างโอกาสที่มีคุณภาพมากกว่าอย่างเด่นชัด จากการยิงเข้ากรอบถึง 7 ครั้งและการได้เตะมุมหลายครั้ง ซึ่งสอดคล้องกับการชนะด้วยเซตพีซทั้งสองประตู ส่วนพาเลซแม้จะพยายามรับลึกและรอโต้กลับ แต่การเชื่อมเกมขึ้นหน้าทำได้ไม่ต่อเนื่อง ทำให้หน้าเป้าถูกตัดออกจากเกมและจังหวะจบสกอร์ที่เข้ากรอบแทบไม่เกิด สุดท้ายเกมจึงจบด้วยภาพของทีมเจ้าบ้านที่นิ่งกว่า คมกว่า และปิดงานได้ตามแผนอย่างชัดเจน

FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกมนี้

Q1: ใครยิงประตู และยิงนาทีไหน?

ผู้ทำประตูของเกมนี้เป็นฝั่งนิวคาสเซิลทั้งหมด โดย บรูโน่ กิมาไรส์ ทำประตูปลดล็อกให้ทีมขึ้นนำในนาที 71 จากจังหวะโหม่งระยะใกล้ ขณะที่ประตูที่สองมาจาก มาลิค เธียว ในนาที 78 จากจังหวะชุลมุนหลังลูกเตะมุม ซึ่งทั้งสองประตูเกิดในครึ่งหลังและเป็นผลจากการโจมตีด้วยลูกตั้งเตะที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เจ้าบ้านชนะ 2-0 พร้อมคลีนชีตได้สำเร็จ

Q2: เกมนี้มีจุดโทษไหม?

เกมนี้ ไม่มีจุดโทษ และไม่มีเหตุการณ์ชี้จุดโทษที่เปลี่ยนผลการแข่งขัน ดังนั้นบทสรุปของเกมจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับการตัดสินในกรอบเขตโทษ แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของการสร้างโอกาสและความเด็ดขาดจากลูกตั้งเตะของนิวคาสเซิลเป็นหลัก โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่เจ้าบ้านเพิ่มความกดดันและใช้ลูกนิ่งเป็นเครื่องมือปลดล็อกจนได้ประตูสำคัญสองลูกติด ๆ กัน

Q3: ประตูแรกมาจากจังหวะแบบไหน?

ประตูแรกของเกมนี้เป็นจังหวะ โหม่งระยะใกล้ ของกิมาไรส์ในครึ่งหลัง ซึ่งสะท้อนการเข้าทำจากลูกกลางอากาศและการยืนตำแหน่งในกรอบเขตโทษได้ดีของนิวคาสเซิล หลังจากครึ่งแรกที่ยิงได้แต่ถูกริบเพราะล้ำหน้า เจ้าบ้านยังคงเลือกโจมตีด้วยรูปแบบที่มีโอกาสสูงอย่างลูกนิ่งและบอลครอส เมื่อบอลถูกเปิดเข้ามา กิมาไรส์เข้าถึงจุดตกได้ก่อนและโหม่งเข้าไปอย่างเด็ดขาดจนเป็นประตูปลดล็อกเกม

Q4: นิวคาสเซิลชนะเพราะอะไรเป็นหลัก?

เหตุผลหลักที่นิวคาสเซิลชนะคือความนิ่งในครึ่งหลังและความอันตรายจาก ลูกตั้งเตะ/เซตพีซ เพราะทั้งสองประตูเกิดจากจังหวะลูกนิ่งทั้งหมด นอกจากนี้สถิติยิงเข้ากรอบที่เหนือกว่ามากก็สะท้อนว่าพวกเขาสร้างโอกาสคุณภาพได้ต่อเนื่อง ขณะที่พาเลซยิงเข้ากรอบน้อยทำให้ไม่สามารถกดดันให้เกิดความผิดพลาดหรือสร้างโมเมนตัมกลับมาได้ เมื่อเจ้าบ้านขึ้นนำแล้วก็ยิ่งคุมเกมได้ง่ายและปิดเกมด้วยประตูที่สองอย่างรวดเร็ว

Q5: ทีมไหนครองบอลมากกว่า?

นิวคาสเซิลเป็นฝ่ายครองบอลมากกว่าที่ 59% ซึ่งสอดคล้องกับภาพเกมที่เจ้าบ้านคุมจังหวะและกดดันต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องการประตูปลดล็อก การครองบอลช่วยให้พวกเขาได้บุกซ้ำ ๆ จนเกิดลูกเตะมุมหลายครั้ง และท้ายที่สุดก็เปลี่ยนความกดดันนั้นเป็นประตูได้จากลูกนิ่งสองลูกในครึ่งหลัง ขณะที่พาเลซครองบอลน้อยกว่าและอาศัยการสวนกลับเป็นหลัก แต่การเชื่อมเกมขึ้นหน้าทำได้ไม่ต่อเนื่องพอจะสร้างโอกาสชัดเจน

Q6: ใบเหลืองเยอะฝั่งไหน?

ฝั่งที่โดนใบเหลืองมากกว่าคือคริสตัล พาเลซ โดยพวกเขาโดนถึง 3 ใบ ขณะที่นิวคาสเซิลโดน 1 ใบ ตัวเลขนี้สะท้อนว่าเมื่อพาเลซถูกกดดันต่อเนื่อง พวกเขาต้องใช้การปะทะและการฟาวล์เพื่อหยุดจังหวะบุกของเจ้าบ้านอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่เกมของนิวคาสเซิลไหลลื่นขึ้นและเริ่มเจาะพื้นที่อันตรายได้ถี่กว่าเดิม ทำให้ทีมเยือนต้องตัดเกมในจังหวะเสี่ยงเพื่อไม่ให้โดนหลุดไปลุ้นประตูเพิ่ม

Q7: สถิติที่บอกภาพเกมชัดที่สุดคืออะไร?

สถิติที่สะท้อนภาพเกมได้ชัดที่สุดคือ “ยิงเข้ากรอบ” ซึ่งนิวคาสเซิลทำได้ 7 ครั้ง ขณะที่พาเลซทำได้เพียง 1 ครั้ง ตัวเลขนี้บอกว่าคุณภาพการเข้าทำของเจ้าบ้านเหนือกว่าอย่างเด่นชัด เพราะไม่ใช่แค่ยิงเยอะ แต่ยิงจนเข้ากรอบและบีบให้ผู้รักษาประตูต้องทำงานจริงหลายครั้ง ส่วนพาเลซแม้จะมีจำนวนยิงรวมใกล้เคียง แต่เมื่อยิงเข้ากรอบน้อยก็แปลว่าพวกเขาไม่สามารถสร้างโอกาสที่มีคุณภาพพอจะกลับมาในเกมได้อย่างแท้จริง