ศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เอลแลนด์ โร้ด คือเกมที่มี “จังหวะเปลี่ยนหน้า” แบบรวดเร็วในครึ่งหลัง ลีดส์ยืนพื้นด้วยวินัยเกมรับและรอฉวยโอกาสจนได้ประตูนำ ก่อนที่แมนฯ ยูไนเต็ดจะตอบโต้ทันควันด้วยการแก้เกมและการจบสกอร์ที่เฉียบคมในช่วงสั้น ๆ ทำให้บรรยากาศท้ายเกมเปิดหน้าแลกกันสนุก แม้จะไม่มีประตูเพิ่มก็ตาม

ภาพรวมของเกมนี้ชัดเจนว่า “สกอร์ 1-1 ไม่ได้แปลว่าโอกาสเท่ากัน” เพราะแมนฯ ยูไนเต็ดสร้างสถานการณ์เข้าทำได้มากกว่าและมีค่า xG สูงกว่า ขณะที่ลีดส์เน้นความคมในจังหวะสำคัญและความแน่นของโครงสร้างทีม โดยเฉพาะการคุมพื้นที่หน้ากรอบเขตโทษ ช่วงท้ายเกมทั้งสองฝ่ายมีลุ้นคว้าชัย แต่สุดท้ายจบลงด้วยการแบ่งแต้มแบบมีเรื่องให้พูดถึงหลายจุด

สรุปผลการแข่งขันและรายละเอียดแมตช์

ข้อมูลการแข่งขัน
รายการ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันแข่งขัน 4 ม.ค. 2026
สนาม เอลแลนด์ โร้ด (Elland Road)
ผลการแข่งขัน ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เกมนี้เริ่มต้นด้วยจังหวะวัดเชิงที่ทั้งสองทีมพยายามคุมพื้นที่กลางสนามให้แน่น ลีดส์เลือกเล่นแบบมีวินัยและชัดเจนในการตั้งบล็อกเพื่อรอจังหวะสวนกลับ ขณะที่แมนฯ ยูไนเต็ดพยายามครองบอลและค่อย ๆ กดดันด้วยการต่อบอลในแดนกลาง เมื่อเกมเข้าสู่ครึ่งหลังจังหวะสำคัญเกิดขึ้นเร็วและต่อเนื่อง จนทำให้สคริปต์ของเกมเปลี่ยนไปจากความอึดอัดเป็นความมันแบบแลกกันคนละหมัด

จุดที่ทำให้ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด น่าจดจำ คือการที่ลีดส์ขึ้นนำจากจังหวะจบสกอร์ในเขตโทษ ก่อนที่ยูไนเต็ดจะปรับหมากและคืนประตูได้ในเวลาไม่กี่นาที ความเร็วของการตอบสนองของทีมเยือนทำให้โมเมนตัมไม่ตกไปอยู่ฝั่งเจ้าบ้านนานนัก และนั่นเป็นเหตุผลหลักที่ท้ายเกมเปิดกว้าง มีพื้นที่ให้เล่นมากขึ้นและมีโอกาสเข้าทำที่ “ใกล้เคียงคำว่าชนะ” ทั้งสองฝั่ง

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญในสนาม

นาที ประเภท รายละเอียด
34′ ใบเหลือง Patrick Dorgu (แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด) โดนใบเหลืองจากจังหวะฟาวล์ในเกมรับ
62′ GOAL ลีดส์ ยูไนเต็ด ขึ้นนำ 1-0 จากการจบสกอร์ของ Brenden Aaronson ในเขตโทษ
63′ เปลี่ยนตัว แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่ง Joshua Zirkzee ลงสนาม แทน Yoro เพื่อเพิ่มมิติในเกมรุก
65′ GOAL แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตีเสมอ 1-1 จาก Matheus Cunha โดยได้แอสซิสต์จาก Joshua Zirkzee

เหตุการณ์ที่แฟนบอลพูดถึงมากที่สุดคือช่วงเวลาระหว่างนาที 62 ถึง 65 เพราะเป็นช่วงที่เกมเปลี่ยนจาก “ลีดส์เริ่มได้ใจ” ไปเป็น “ยูไนเต็ดกลับมาเอาอยู่” แบบฉับไว ประตูของแอรอนสันทำให้เจ้าบ้านเหมือนได้เชื้อไฟจากทั้งสนาม แต่การตอบโต้ด้วยการเปลี่ยนตัวและการจ่ายให้คุนญ่าจบสกอร์ทำให้ทีมเยือนดึงเกมกลับเข้าสู่สมดุลทันที ช่วงเวลาไม่กี่นาทีจึงกลายเป็นแกนกลางของไฮไลท์ทั้งเกม

ส่วนใบเหลืองของดอร์กูในนาที 34 แม้จะไม่ใช่ช็อตที่ตัดสินผลการแข่งขันโดยตรง แต่สะท้อนถึงความเข้มข้นของการดวลกันริมเส้นและการตัดเกมตั้งแต่ต้น ซึ่งส่งผลให้ยูไนเต็ดต้องระมัดระวังในจังหวะเข้าปะทะและการไล่เพรสในครึ่งหลัง เมื่อเกมเปิดมากขึ้น การมีผู้เล่นที่ติดใบเหลืองอยู่ก่อนทำให้การเลือกจังหวะฟาวล์และการยืนตำแหน่งต้องละเอียดกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด

ช่วงท้ายเกมหลังจากตีเสมอได้ ทั้งสองทีมต่างมีโอกาสลุ้นชัย ลีดส์พยายามใช้ความเร็วและการเติมของวิงแบ็กเพื่อฉวยจังหวะสวนกลับอีกครั้ง ขณะที่ยูไนเต็ดเดินหน้าด้วยความมั่นใจและพยายามหาพื้นที่ระหว่างไลน์เพื่อเจาะเข้าเขตโทษ จุดที่ต่างคือยูไนเต็ดมีจังหวะ “เกือบได้” หลายครั้งแต่จบไม่ลง ทำให้สกอร์คงอยู่ที่ 1-1 จนจบเกมอย่างน่าเสียดายสำหรับทีมเยือน

จุดโทษชี้ชะตา: มีหรือไม่มี?

เกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นัดนี้ ไม่มีจุดโทษ และไม่มีการยิงจุดโทษที่เป็นตัวตัดสินผลการแข่งขัน ดังนั้นทั้งสองประตูเกิดจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ล้วน ๆ สิ่งนี้ทำให้บทสนทนาหลังเกมโฟกัสไปที่คุณภาพการเข้าทำ การแก้เกม และความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้าย มากกว่าประเด็นการตัดสินหรือเหตุการณ์ชี้ขาดจากลูกตั้งเตะในกรอบเขตโทษ

11 ตัวจริงและแผนการเล่น (Lineups & Tactical Shape)

ลีดส์ ยูไนเต็ด (คาด 3-4-2-1) แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (3-4-2-1)
Perri; Bornauw, Bijol, Struijk (c); Justin, Stach, Gruev, Gudmundsson; Aaronson, Okafor; Calvert-Lewin Lammens; Yoro, Heaven, Martínez (c); Dalot, Ugarte, Casemiro, Shaw; Dorgu, Cunha; Sesko

ภาพรวมเชิงแท็กติกของเจ้าบ้านคือการยืนโครงสร้าง 3-4-2-1 ที่เน้นความเป็นระบบ หลังสามคนช่วยคุมพื้นที่หน้าเขตโทษและรับมือการแทงทะลุช่อง ขณะที่วิงแบ็กมีหน้าที่สำคัญในการปิดริมเส้นและเติมขึ้นสูงเมื่อเห็นจังหวะเหมาะสม การมีตัวรุกสองคนด้านหลังหน้าเป้าอย่างแอรอนสันและโอกาเฟอร์ทำให้ลีดส์มีทางเลือกทั้งการเล่นสวนกลับเร็วและการเชื่อมเกมในพื้นที่แคบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่พวกเขาสามารถสร้างจังหวะจบสกอร์สำคัญจนได้ประตูนำ

ด้านแมนฯ ยูไนเต็ดเลือกใช้ 3-4-2-1 เช่นกัน แต่ภาพการบุกแตกต่างด้วยแนวคิดการครองบอลและขยับตำแหน่งเพื่อสร้างช่องว่าง วิงแบ็กอย่างดาโลต์และชอว์ถูกใช้เพื่อสร้างความกว้าง ขณะที่คู่กลางอย่างคาเซมิโร่และอูการ์เต้ช่วยควบคุมจังหวะและปิดช่องสวนกลับ เมื่อยูไนเต็ดพาบอลถึงพื้นที่สุดท้าย ตัวรุกอย่างคุนญ่ามีบทบาทเด่นในการยืนระหว่างแนวรับกับกองกลางคู่แข่งเพื่อรับบอลและพลิกเล่น ซึ่งทำให้การเข้าทำของทีมเยือนมีความต่อเนื่องและน่ากลัวในหลายจังหวะ

สิ่งที่น่าสนใจคือ “แผนเหมือนกันแต่การใช้งานต่างกัน” เพราะลีดส์มักยอมให้ยูไนเต็ดครองบอลได้ในบางช่วง แล้วค่อยเลือกเพรสเฉพาะจังหวะเพื่อบีบให้เสียบอลในพื้นที่ที่สวนกลับได้ทันที การวิ่งทำทางของแอรอนสันจึงสำคัญมากในการเปลี่ยนจากรับเป็นรุก ส่วนยูไนเต็ดจะพยายามดันไลน์และใช้การจ่ายบอลเพื่อฉีกบล็อก ทำให้เกมออกมาเป็นการดวลกันระหว่างความแน่นของโครงสร้างกับความหลากหลายของจังหวะบุกอย่างชัดเจน

เมื่อเกมเข้าสู่ช่วงที่ลีดส์ขึ้นนำ รูปแบบการเล่นยิ่งตอกย้ำความตั้งใจของเจ้าบ้านคือการรักษาความได้เปรียบด้วยบล็อกที่เป็นระเบียบและลดความเสี่ยง ขณะที่ยูไนเต็ดต้องเร่งเพิ่มมิติในพื้นที่สุดท้าย การเปลี่ยนตัวส่งเซิร์กซีลงมาจึงเป็นการตัดสินใจที่ช่วยให้เกมรุกของทีมเยือนมี “ตัวเชื่อม” เพิ่มขึ้นทันที และผลก็ปรากฏอย่างรวดเร็วจากจังหวะแอสซิสต์ที่พาไปสู่ประตูตีเสมอในเวลาอันสั้น

Key Players: ใครเด่น ใครเปลี่ยนเกม

ผู้เล่นเด่น ลีดส์ ยูไนเต็ด ผู้เล่นเด่น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
Brenden Aaronson – ผู้ทำประตูขึ้นนำ และเป็นตัวปั่นป่วนแนวรับด้วยการวิ่งทำทาง
Pascal Struijk – คุมแนวรับและมีส่วนกับประตูด้วยจังหวะสนับสนุนเกม
Lucas Perri – เซฟสำคัญช่วยให้ทีมรักษาแต้มได้จนจบเกม
Matheus Cunha – ยิงประตูตีเสมอและเป็นศูนย์กลางเกมรุกในจังหวะสำคัญ
Joshua Zirkzee – ลงมาแล้วเปลี่ยนเกมด้วยแอสซิสต์ทันที เพิ่มมิติการเชื่อมบอล
Senne Lammens – มีจังหวะเซฟสำคัญช่วยทีมไม่เสียประตูเพิ่ม

สำหรับลีดส์ ผู้เล่นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดย่อมเป็นแอรอนสัน เพราะนอกจากจะเป็นคนจบสกอร์ขึ้นนำแล้ว เขายังมีบทบาทสำคัญในภาพรวมการเล่นเชิงรุก ทั้งการวิ่งแทรก การหาพื้นที่ว่าง และการเชื่อมต่อบอลในจังหวะสวนกลับ จุดแข็งของเขาคือการตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายที่เฉียบคม ทำให้โอกาสที่ทีมสร้างขึ้นไม่สูญเปล่า และยังช่วยยกระดับความมั่นใจของทีมในช่วงเวลาที่เกมตึงมืออีกด้วย

สตรูยก์เป็นอีกคนที่สะท้อนความนิ่งของลีดส์ในเกมนี้ เพราะการยืนคุมไลน์หลังช่วยลดช่องว่างหน้ากรอบเขตโทษ และทำให้การรับมือการเข้าทำของยูไนเต็ดไม่หลุดโครงสร้างง่าย ๆ เมื่อทีมต้องตั้งรับในช่วงท้ายเกม ความนิ่งและการอ่านจังหวะของเขามีส่วนช่วยให้ลีดส์ไม่เสียประตูที่สอง แม้ทีมเยือนจะพยายามเพิ่มความกดดันและเร่งจังหวะอย่างต่อเนื่องก็ตาม

ฝั่งยูไนเต็ด “คุนญ่า” คือชื่อที่เด่นที่สุดในแง่การสร้างความแตกต่าง เพราะเป็นคนทำประตูตีเสมอและเป็นตัวที่ทำให้แนวรับลีดส์ต้องหันมาระวังเป็นพิเศษ การยืนระหว่างไลน์ การรับบอลแล้วพลิกเล่น รวมถึงการหาจังหวะยิงในพื้นที่อันตราย ทำให้ยูไนเต็ดมีทางเลือกในการเข้าทำมากขึ้น และช่วยยกระดับอุณหภูมิของเกมให้เข้มข้นขึ้นทันทีหลังจากทีมตกเป็นฝ่ายตามหลัง

อีกหนึ่งจุดที่เป็นไฮไลท์เชิงแท็กติกคือผลกระทบจากเซิร์กซีที่ลงมาในนาที 63 เพราะไม่ใช่แค่การเติมผู้เล่น แต่เป็นการเติม “บทบาท” ให้เกมรุก การแอสซิสต์ให้คุนญ่าในเวลาถัดมาเป็นเครื่องยืนยันว่าเขาเข้ามาเพื่อเชื่อมเกมในพื้นที่สำคัญ และทำให้การเข้าทำของยูไนเต็ดจากที่ดูติดขัด กลายเป็นจังหวะที่ไหลลื่นและชัดเจนขึ้นทันที ซึ่งเป็นเหตุผลที่การเปลี่ยนตัวครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนของเกม

สถิติหลังเกม (ภาพรวม) และความหมายของตัวเลข

สถิติ ลีดส์ ยูไนเต็ด แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
ครองบอล 45.2% 54.8%
xG (โอกาสคาดหวัง) 0.92 1.46
ยิงทั้งหมด 10 15
ยิงเข้ากรอบ 3 2
เตะมุม 6 4
Big chances missed 0 3
ผ่านบอลสำเร็จ 307 418
ความแม่นยำการผ่านบอล 73.1% 79.5%
ใบเหลือง 0 1
ผู้ชม 36,909

ตัวเลขครองบอลและจำนวนการผ่านบอลสำเร็จสะท้อนว่าแมนฯ ยูไนเต็ดเป็นฝ่ายควบคุมเกมมากกว่า พวกเขาถือบอลได้นานกว่าและจ่ายบอลในระบบได้มากกว่า ซึ่งเป็นสไตล์ที่ต้องการคุมจังหวะให้คู่แข่งวิ่งไล่แล้วเกิดช่องว่าง อย่างไรก็ตาม ลีดส์ไม่จำเป็นต้องครองบอลเพื่อให้มีโอกาส เพราะพวกเขาใช้โครงสร้างรับที่ชัดเจนแล้วรอจังหวะที่ “คุ้มค่า” ทำให้เกมออกมาดูเหมือนทีมเยือนคุมเกม แต่เจ้าบ้านยังพร้อมสร้างปัญหาได้ทุกครั้งที่ได้สวนกลับ

ค่า xG ที่ยูไนเต็ดสูงกว่า (1.46 ต่อ 0.92) บอกว่าทีมเยือนสร้างโอกาสที่คุณภาพดีกว่าโดยรวม แต่สถิติ “Big chances missed 3 ครั้ง” ก็ชี้ตรง ๆ ว่าความเฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายคือเหตุผลสำคัญที่ทำให้พวกเขาเก็บได้แค่แต้มเดียว แม้จะมีโอกาสลุ้นชนะมากกว่าในช่วงท้ายเกมก็ตาม ขณะเดียวกันลีดส์มี Big chances missed เป็นศูนย์ สื่อว่าพวกเขาใช้จังหวะสำคัญได้คุ้มค่าและไม่ปล่อยให้โอกาสทองหลุดมือ

ประเด็นที่น่าสนใจอีกจุดคือจำนวนยิงเข้ากรอบที่ลีดส์มากกว่า (3 ต่อ 2) ทั้งที่ยิงรวมเป็นรอง ซึ่งสะท้อนประสิทธิภาพการเลือกจังหวะยิงของเจ้าบ้านในเกมนี้ พวกเขาไม่จำเป็นต้องยิงเยอะ แต่พยายามสร้างสถานการณ์ที่ยิงได้ถนัดและมีโอกาสเข้ากรอบ ส่วนยูไนเต็ดแม้ยิงรวมมากกว่า แต่หลายจังหวะอาจถูกบีบด้วยบล็อกแน่นหรือพื้นที่ยิงไม่ชัด ทำให้จำนวนยิงเข้ากรอบออกมาน้อยกว่าและต้องพึ่งความสามารถเฉพาะตัวในจังหวะตัดสินใจมากขึ้น

เรื่องวินัยเกมรับก็สะท้อนผ่านจำนวนใบเหลืองที่ค่อนข้างน้อยทั้งสองทีม โดยเฉพาะลีดส์ที่ไม่โดนใบเลย แปลว่าพวกเขาคุมโซนและคุมจังหวะปะทะได้ดี ขณะที่ยูไนเต็ดมีใบเหลืองของดอร์กูเพียงใบเดียว ซึ่งทำให้ทีมต้องปรับความเข้มในการเข้าปะทะอยู่บ้างเมื่อเกมเริ่มเปิด ช่วงที่ทั้งสองทีมผลัดกันเร่งเกมในครึ่งหลัง การคุมวินัยจึงเป็นรายละเอียดเล็ก ๆ ที่ช่วยให้เกมไหลต่อเนื่องและไม่สะดุดจากการฟาวล์หนักบ่อยครั้ง

เมื่อมองจากมุม “ภาพรวมเกม” สถิติบอกว่ายูไนเต็ดมีองค์ประกอบเพียงพอสำหรับการชนะ ทั้งการครองบอล การสร้างโอกาส และค่า xG แต่ฟุตบอลตัดสินกันที่ความคมและจังหวะสำคัญ ซึ่งลีดส์ทำได้ดีในช่วงขึ้นนำ และยังรักษาโครงสร้างจนไม่เสียประตูเพิ่มหลังโดนตีเสมอ การแบ่งแต้มในเกมนี้จึงเป็นผลลัพธ์ที่สะท้อนความจริงสองด้าน คือยูไนเต็ดทำได้ดีในภาพใหญ่ แต่ลีดส์ทำได้ดีในภาพเล็กที่ชี้ขาดผลการแข่งขัน

เดิมพันส่งท้ายปี2025 ส่งบิลพร้อมลุ้นรางวัลมายมาย

บทสรุปไฮไลท์บอล: ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

บทสรุปของ พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ลีดส์ ยูไนเต็ด 1-1 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือเกมที่ลีดส์มีแผนชัด วินัยแน่น และฉวยโอกาสได้ตรงจุดจนขึ้นนำจากแอรอนสันในนาที 62 ก่อนที่แมนฯ ยูไนเต็ดจะโชว์การแก้เกมรวดเร็ว ส่งเซิร์กซีลงมาแล้วสร้างแอสซิสต์ให้คุนญ่าตีเสมอในนาที 65 ช่วงท้ายเกมมีโอกาสลุ้นชัยทั้งสองฝั่ง แต่ยูไนเต็ดเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูไม่ได้ จบเกมแบ่งแต้ม 1-1 โดยไม่มีจุดโทษและมีไฮไลท์สำคัญอยู่ที่ช่วงไม่กี่นาทีที่ทำให้เกมเปลี่ยนหน้า

FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกมนี้

Q1: ใครยิงประตู และยิงนาทีไหน?

ผู้ทำประตูของเกมนี้มี 2 คนและเกิดขึ้นในครึ่งหลังทั้งหมด โดยลีดส์ ยูไนเต็ดได้ประตูขึ้นนำจาก Brenden Aaronson ในนาที 62 จากการจบสกอร์ในเขตโทษ ขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดตามตีเสมอได้อย่างรวดเร็วจาก Matheus Cunha ในนาที 65 ทำให้สกอร์จบที่ 1-1 และช่วงเวลาระหว่างสองประตูเป็นแกนหลักของไฮไลท์ทั้งเกมอย่างแท้จริง

Q2: แอสซิสต์ประตูตีเสมอของแมนฯ ยูไนเต็ดเป็นใคร?

แอสซิสต์ที่นำไปสู่ประตูตีเสมอของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดมาจาก Joshua Zirkzee ซึ่งถูกส่งลงสนามในนาที 63 และมีอิมแพ็กต์ทันทีที่ได้โอกาสเชื่อมเกมในพื้นที่สำคัญ การจ่ายให้คุนญ่าจบสกอร์ในนาที 65 จึงถูกมองว่าเป็นการเปลี่ยนเกมแบบเห็นผลภายในเวลาไม่กี่นาที และทำให้การแก้เกมของทีมเยือนถูกพูดถึงมากที่สุดหลังจบการแข่งขัน

Q3: เกมนี้มีจุดโทษไหม?

เกมนี้ ไม่มีจุดโทษ และไม่มีเหตุการณ์ยิงจุดโทษที่เป็นตัวชี้ชะตาผลการแข่งขัน ทั้งสองประตูเกิดจากจังหวะโอเพ่นเพลย์ ทำให้ประเด็นหลักของการวิเคราะห์หลังเกมอยู่ที่คุณภาพการสร้างโอกาส ความคมในการจบสกอร์ และการปรับแท็กติกระหว่างเกมมากกว่าเรื่องคำตัดสินในกรอบเขตโทษ ซึ่งช่วยให้รูปเกมไหลต่อเนื่องและเน้นการดวลกันด้วยฟุตบอลล้วน ๆ

Q4: แมนฯ ยูไนเต็ดเล่นแผนอะไร?

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดใช้รูปแบบการยืนที่อธิบายได้เป็น 3-4-2-1 โดยมีวิงแบ็กสร้างความกว้างและคู่กลางช่วยคุมจังหวะให้ทีมครองบอลต่อเนื่อง จุดสำคัญอยู่ที่การให้ตัวรุกสองคนเล่นระหว่างไลน์เพื่อเชื่อมไปยังหน้าเป้าและพยายามเจาะบล็อกเกมรับของลีดส์ เมื่อทีมต้องตามหลัง การเปลี่ยนตัวเพื่อเพิ่มมิติในพื้นที่สุดท้ายก็ยังอยู่ในแนวคิดเดียวกันเพื่อเร่งให้เกิดโอกาสที่คมกว่าเดิม

Q5: ลีดส์เล่นแผนอะไร?

ลีดส์ ยูไนเต็ดมีโครงสร้างใกล้เคียง 3-4-2-1 เช่นกัน แต่ความตั้งใจเน้นไปที่การจัดระเบียบเกมรับและการสวนกลับอย่างมีวินัย วิงแบ็กมีบทบาททั้งปิดริมเส้นและเติมขึ้นสูงเมื่อเห็นช่อง ขณะที่ตัวรุกสองคนหลังหน้าเป้าเน้นการวิ่งทำทางและเชื่อมบอลให้เร็วเพื่อเปลี่ยนจากรับเป็นรุกในไม่กี่จังหวะ แนวทางนี้ทำให้ลีดส์ไม่จำเป็นต้องครองบอลมาก แต่ยังสร้างจังหวะสำคัญได้จนเป็นประตูขึ้นนำในครึ่งหลัง

Q6: ใครโดนใบเหลืองในเกมนี้?

ใบเหลืองของเกมนี้เกิดขึ้นในนาที 34 โดยเป็น Patrick Dorgu ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่ถูกจดชื่อจากจังหวะฟาวล์ในการเล่นเกมรับ เหตุการณ์นี้แม้ไม่ใช่ตัวตัดสินผล แต่มีผลต่อการเล่นบางช่วงเพราะผู้เล่นที่มีใบติดตัวต้องระวังการเข้าปะทะและการตัดเกมเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในครึ่งหลังที่เกมเริ่มเปิดและมีการดวลตัวต่อตัวมากขึ้นริมเส้นและพื้นที่กลางสนาม

Q7: ใครคือผู้เล่นเด่นของเกม (เด่นสุดโดยรวม)?

หากเลือกผู้เล่นเด่นสุดโดยรวมของเกมนี้ ชื่อที่โดดเด่นคือ Matheus Cunha เพราะเป็นคนทำประตูตีเสมอให้แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเป็นศูนย์กลางในการสร้างความอันตรายเมื่อทีมต้องเร่งเกม หลังจากลีดส์ขึ้นนำ เขามีบทบาทในการรับบอล พลิกเล่น และหาจังหวะจบสกอร์ที่ทำให้ทีมกลับมาอยู่ในเกมทันที อีกทั้งยังทำให้แนวรับเจ้าบ้านต้องถอยและคุมพื้นที่อย่างละเอียดตลอดช่วงท้ายเกม