ค่ำคืนที่สนามเซนต์ เจมส์ พาร์ก กลายเป็นเวทีประกาศศักดาของ “สาลิกาดง” แบบเต็มตัว เมื่อฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ระเบิดฟอร์มสุดโหดซัดคนเดียวสองประตู พา นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด พลิกล็อกเฉือนเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 2-1 ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ที่เต็มไปด้วยจังหวะลุ้นประตูแทบตลอดทั้งเกม ทั้งสองทีมต่างมีโอกาสทองมากมาย แต่สุดท้ายความเฉียบคมของแนวรุกเจ้าถิ่นคือปัจจัยชี้ขาด และทำให้แฟนบอลที่ติดตามต้องพูดถึงแมตช์นี้ว่าเป็นหนึ่งในเกมที่มันส์ที่สุดของฤดูกาลอย่างไม่ต้องสงสัย

สรุปผลบอล และประเด็นสำคัญที่ต้องรู้จากเกมนี้

จบ 90 นาทีที่เซนต์ เจมส์ พาร์ก สกอร์สุดท้ายระบุชัดว่า นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ทำได้ดีกว่าในด้านการใช้โอกาส เมื่ออาศัยความนิ่งและความคมของฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ปิดบัญชีสองประตูในช่วงครึ่งหลัง แม้ก่อนหน้านั้นจะพลาดโอกาสทองไปหลายครั้งก็ตาม ส่วนฝั่ง แมนฯ ซิตี้ แม้จะไม่ได้เล่นแย่และยังมีช่วงเวลาที่ครองบอลบุกกดดันเจ้าถิ่นได้เป็นระยะ แต่ความไม่เฉียบคมในพื้นที่สุดท้ายผสมกับความแน่นอนของแนวรับสาลิกาดง ทำให้ได้เพียงหนึ่งประตูจากจังหวะที่รูเบน ดิอาส วอลเลย์แฉลบฟาเบียน แชร์ เข้าไป ถือเป็นค่ำคืนที่แฟนเรือใบต้องผิดหวังอย่างแน่นอน

สรุปผลการแข่งขัน พรีเมียร์ลีก อังกฤษ : นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด vs แมนเชสเตอร์ ซิตี้
รายการแข่งขัน ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2025-26
วันและเวลาแข่งขัน คืนวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน
สนาม เซนต์ เจมส์ พาร์ก (St James’ Park)
ผลการแข่งขัน นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด 2-1 แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ผู้ทำประตู นิวคาสเซิ่ล ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ นาที 64, นาที 70
ผู้ทำประตู แมนฯ ซิตี้ รูเบน ดิอาส นาที 68 (แฉลบ ฟาเบียน แชร์)
สถานการณ์หลังจบเกม นิวคาสเซิ่ล มี 15 คะแนน ขึ้นอันดับ 14 / แมนฯ ซิตี้ มี 22 คะแนน อยู่อันดับ 3 ตามอาร์เซน่อล 4 แต้ม และแข่งมากกว่าหนึ่งนัด

ข้อมูลแมตช์และความสำคัญก่อนเริ่มเตะ

ก่อนลงสนามในเกมนี้ ภาพรวมของทั้งสองทีมต่างเต็มไปด้วยแรงกดดันในคนละแบบ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ฟอร์มในลีกช่วงหลังไม่ค่อยสวยนัก ไม่ชนะใครติดต่อกันสองนัดและหล่นลงมาบริเวณโซนล่างของตาราง
การได้เล่นในบ้านพร้อมเสียงเชียร์จากแฟนบอลจึงเป็นโอกาสทองที่จะใช้เกมใหญ่คืนความมั่นใจให้กับทีม ขณะที่ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ หลังสะดุดจนหล่นมารั้งอันดับ 3 ก็ต้องการอย่างน้อยหนึ่งแต้มเพื่อกลับไปยึดตำแหน่งรองจ่าฝูง แต่ในความเป็นจริงพวกเขามองไกลถึงการคว้าชัยชนะเพื่อไล่บี้อาร์เซน่อลให้เหลือช่องว่างน้อยที่สุด แรงจูงใจของทั้งสองฝ่ายจึงสูงมาก และสะท้อนออกมาให้เห็นตั้งแต่เสียงนกหวีดแรกของเกม

ด้วยความที่ทั้งสองทีมใช้สไตล์การเล่นที่ค่อนข้างชัดเจน แฟนบอลจึงคาดหวังว่าจะได้เห็นเกมที่สัมผัสบอลกันเร็วและเปิดหน้าแลกกันอย่างสนุก นิวคาสเซิ่ลเน้นเกมวิ่งไล่บีบพื้นที่ เล่นบอลตรงไปตรงมา
ใช้ความแข็งแกร่งของแดนกลางและความรวดเร็วริมเส้นโจมตีแนวรับคู่แข่ง ส่วน แมนฯ ซิตี้ ยังคงยึดแนวทางการครองบอลเป็นหลัก ใช้การเคลื่อนที่ทำชิ่งสั้นผสมกับการจู่โจมทางริมเส้นผ่านโดกูและเพื่อนร่วมทีมเพื่อหาช่องว่างให้ฮาลันด์จบสกอร์ ในทางทฤษฎีเกมนี้จึงถูกมองว่าเป็นดวลแท็กติกที่น่าสนใจระหว่างพลังดุดันในบ้าน กับความนิ่งและประสบการณ์ของทีมลุ้นแชมป์ และผลลัพธ์ที่ออกมาก็สมกับที่คาดไว้ว่าต้องเต็มไปด้วยดราม่าจนถึงวินาทีสุดท้าย

ไทม์ไลน์ไฮไลท์ครึ่งแรก: โอกาสทองมี แต่ยังไม่มีใครคมพอ

ช่วงต้นครึ่งแรกแฟนบอลเจ้าถิ่นแทบได้ลุ้นเฮตั้งแต่วินาทีแรกของเกม เมื่อ นิวคาสเซิ่ล เปิดฉากเล่นงานทันที ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ ได้โอกาสยืนตะบันบอลในเขตโทษแบบไร้ตัวประกบ บอลพุ่งไปตรงกรอบแต่ดันเบาเกินไป ทำให้จานลุยจิ ดอนนารุมม่า นายด่าน แมนฯ ซิตี้ ย่อตัวรับเข้าซองได้อย่างไม่ลำบากนัก แม้จะไม่เป็นประตู แต่จังหวะนี้คือสัญญาณชัดเจนว่าเจ้าถิ่นไม่คิดจะลงไปตั้งรับเฉย ๆ และพร้อมบุกใส่ทีมเยือนแบบไม่เกรงกลัวชื่อชั้นแต่อย่างใด ขณะที่ฝั่งเรือใบเองก็เริ่มรู้ตัวว่าคืนนี้คงไม่ใช่เกมที่มาเล่นแบบสบาย ๆ ได้อย่างที่หวัง

นาทีที่ 13 “สาลิกาดง” ได้ลุ้นแบบน่าได้ประตูอย่างยิ่งเมื่อ เจค็อบ เมอร์ฟี่ ฉวยจังหวะที่แนวรับทีมเยือนถอยต่ำลงไปยืนลึก บรรจงวางบอลทางขวาเปิดโค้งเข้าไปกลางประตูอย่างแม่นยำ บอลลอยมาพอดีหัวของ นิค โวลเทอมาเด้อ ศูนย์หน้าร่างใหญเจ้าถิ่นที่กระโดดโหม่งเต็มแรง ทิศทางและน้ำหนักถือว่าทำได้ดีมาก แต่ดอนนารุมม่าก็ไม่ยอมง่าย ๆ พุ่งปัดบอลทิ้งออกไปได้แบบเหลือเชื่อ จังหวะนี้ทำเอาแฟนเจ้าบ้านถึงกับกุมหัว เพราะคิดว่าลูกนี้น่าจะเป็นประตูขึ้นนำชนิดใครก็แทบเซฟไม่ได้แล้วหากไม่ใช่ผู้รักษาประตูระดับโลก

ด้านฝั่ง แมนฯ ซิตี้ เองก็ไม่ได้ยอมให้เกมตกเป็นของเจ้าถิ่นฝ่ายเดียว ผ่านมาถึงนาทีที่ 35 เฌเรมี่ โดกู ใช้ความเร็วและเทคนิคเฉพาะตัวไหลบอลออกไปทางซ้ายให้ นิโก้ โอไรล์ลี่ สปีดเติมขึ้นมารับบอล ก่อนตบย้อนกลับเข้ากลางเขตโทษอย่างเฉียบคมให้ เออร์ลิง ฮาลันด์ ซัดตามน้ำทันที ทุกอย่างดูจะลงล็อกแต่ นิค โป๊ป นายทวารเจ้าบ้านยังยืนตำแหน่งได้ยอดเยี่ยม ทุบทิ้งออกไปได้ในจังหวะเดียวอย่างเหลือเชื่อ กลายเป็นอีกหนึ่งจังหวะที่แฟนเรือใบคร่ำครวญว่าควรเป็นประตู และตอกย้ำว่าครึ่งแรกของเกมนี้เต็มไปด้วยโอกาสทองของทั้งสองฝั่งจริง ๆ

ตลอดช่วงเวลาที่เหลือของครึ่งแรก ทั้งสองทีมต่างผลัดกันรุกและรับอย่างเข้มข้น นิวคาสเซิ่ลมีจังหวะทำเกมจากกลางสนามขึ้นไปสู่แดนหน้าอย่างไหลลื่นหลายครั้ง ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ ก็ยังอาศัยความสามารถเฉพาะตัวของผู้เล่นแนวรุกในการสร้างปัญหาให้แนวรับเจ้าบ้านอยู่เรื่อย ๆ ทว่าเมื่อถึงจังหวะสุดท้ายก็ยังไม่มีฝ่ายไหนทำได้ดีพอที่จะส่งบอลผ่านมือผู้รักษาประตูเข้าไปกองในตาข่ายได้เลย หมด 45 นาทีแรก สกอร์ยังคงเสมอกัน 0-0 ทั้งที่ถ้ามองจากรูปเกมและโอกาสลุ้นแล้ว ความรู้สึกเหมือนควรมีประตูเกิดขึ้นอย่างน้อยฝ่ายละหนึ่งครั้งด้วยซ้ำ

ไทม์ไลน์ไฮไลท์ครึ่งหลัง: ระเบิดสามประตูในหกนาทีเปลี่ยนโฉมเกม

เข้าสู่ครึ่งหลัง นิวคาสเซิ่ล ยังไม่ยอมแผ่วและเลือกเดินหน้าบุกใส่ทีมเยือนต่อเนื่อง นาทีที่ 58 เจค็อบ เมอร์ฟี่ ยังเป็นตัวปั่นป่วนทางริมเส้นเหมือนเดิม เมื่อได้โอกาสเปิดบอลโค้งลอยอ้อมแนวรับเรือใบเข้าไปในกรอบเขตโทษ และเป็น นิค โวลเทอมาเด้อ คนเดิมที่ได้ซัดจังหวะเดียวแบบไม่จับ แต่ก็ยังไม่สามารถผ่านด่านสุดท้ายอย่างดอนนารุมม่าที่โชว์เซฟได้อีกครั้งเหมือนเดิม ทำให้แฟนเจ้าถิ่นเริ่มมีอาการใจหายเล็กน้อย เพราะเริ่มรู้สึกว่าถ้าไม่รีบยิงให้ได้ก่อน ซิตี้อาจจะลงโทษในโอกาสถัดไปก็เป็นได้

แมนฯ ซิตี้ เองก็พยายามตอบโต้โดยเร็วและเกือบทำได้ในช่วงไม่กี่นาทีต่อมา เมื่อ เออร์ลิง ฮาลันด์ มีจังหวะอันตรายในการเทคตัวขึ้นโหม่งบอลที่ลอยข้ามหัว ฟาเบียน แชร์ เข้าไปในพื้นที่กรอบเขตโทษ ทว่าทิศทางการโหม่งของเขายังไม่ห่างตัวนิค โป๊ป มากพอ ทำให้ผู้รักษาประตูเจ้าบ้านสามารถยืนรับเข้าซองได้แบบไม่ต้องออกแรงมากนัก จังหวะนี้คือเครื่องยืนยันว่าค่ำคืนนี้ฮาลันด์ยังไม่อยู่ในฟอร์มที่คมกริบอย่างที่หลายคนคาดหวัง และทำให้เกมยังคงเปิดกว้างสำหรับทั้งสองฝ่ายอย่างแท้จริง

แล้วเสียงเฮครั้งใหญ่ของแฟนบอลเจ้าถิ่นก็มาถึงในนาทีที่ 64 เมื่อฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ กลายเป็นพระเอกของทีมอย่างเต็มตัว เขาแตะบอลไปให้ บรูโน่ กิมาไรส์ ที่ลากหนีผู้เล่นทีมเยือนหนึ่งจังหวะ ก่อนแตะคืนให้บาร์นส์รับบอลกลับมาในระยะที่เหมาะจะซัดจากนอกกรอบ เจ้าตัวไม่รอช้า ปั่นด้วยขวาเน้น ๆ ลูกฟุตบอลโค้งหนีมือจานลุยจิ ดอนนารุมม่า เข้าไปตุงตาข่ายอย่างสวยงาม เป็นประตูสุดงามที่ปลดล็อกเกมให้ นิวคาสเซิ่ล ขึ้นนำ 1-0 ท่ามกลางเสียงเฮสนั่นสนาม และเปลี่ยนบรรยากาศจากความกดดันให้กลายเป็นความมั่นใจของเจ้าถิ่นแบบเต็มพิกัด

อย่างไรก็ตาม ความดีใจของแฟนสาลิกาดงยังอยู่ได้ไม่นานนัก เพราะแค่สี่นาทีต่อมาในนาทีที่ 68 ทีมเยือน แมนฯ ซิตี้ ก็มาได้ประตูตีเสมอแบบรวดเร็วจากจังหวะเล่นกันอย่างดุดันในกรอบเขตโทษฝั่งนิวคาสเซิ่ล ไรยัน แชร์กี้ ซัดบอลไปยัดใส่แนวรับเจ้าบ้าน บอลไปติดลูอิส ฮอลล์ เด้งปลิ้นออกมาเข้าทาง รูเบน ดิอาส ที่ยืนอยู่ใกล้ ๆ เจ้าตัวไม่ปล่อยโอกาสหลุดมือ เอียงตัววอลเลย์ด้วยขวาแบบไม่จับ บอลพุ่งไปแฉลบฟาเบียน แชร์ เปลี่ยนทิศเข้าประตูไปอย่างสุดเซ็งสำหรับแฟนเจ้าบ้าน ทำให้สกอร์กลับมาเสมอกัน 1-1 ในช่วงเวลาที่เกมกำลังเดือดที่สุด

แต่ความดราม่าของเกมยังไม่จบเท่านั้น เพราะเพียงสองนาทีถัดมาในนาทีที่ 70 นิวคาสเซิ่ล ก็กลับมาขึ้นนำอีกครั้งจากจังหวะต่อเนื่องในกรอบเขตโทษของทีมเยือน ลูกเปิดจากด้านข้างถูก นิค โวลเทอมาเด้อ โหม่งชงไปทางเสาขวา ก่อนที่ บรูโน่ กิมาไรส์ จะกระโดดโขกซ้ำส่งบอลไปชนคานอย่างจัง บอลเด้งย้อนกลับมาหน้ากรอบประตู และเป็นฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ คนเดิมที่ไม่ปล่อยให้หลุดมือ ซ้ำเข้าไปแบบไม่เหลือซาก ผู้ตัดสินต้องเช็ค VAR เล็กน้อยก่อนยืนยันให้เป็นประตูอย่างเป็นทางการ ส่งให้เจ้าถิ่นนำ 2-1 และสร้างเสียงเฮลั่นรอบสองทั่วเซนต์ เจมส์ พาร์ก อย่างสะใจสุด ๆ

นาที ทีม เหตุการณ์สำคัญ ผู้เล่นที่เกี่ยวข้อง
ไม่ถึง 1 นิวคาสเซิ่ล บาร์นส์ได้ยิงโล่ง ๆ แต่บอลเบาไปตรงตัวดอนนารุมม่า รับไว้สบาย ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์, จานลุยจิ ดอนนารุมม่า
13 นิวคาสเซิ่ล เมอร์ฟี่เปิดโค้งเข้าหัวโวลเทอมาเด้อ โหม่งเต็ม ๆ แต่ดอนนารุมม่าปัดทิ้งแบบเหลือเชื่อ เจค็อบ เมอร์ฟี่, นิค โวลเทอมาเด้อ
35 แมนฯ ซิตี้ โดกูไหลให้โอไรล์ลี่ตบย้อน ฮาลันด์ซัดตามน้ำแต่โดนนิค โป๊ป ทุบทิ้งสุดยอด เฌเรมี่ โดกู, นิโก้ โอไรล์ลี่, เออร์ลิง ฮาลันด์, นิค โป๊ป
58 นิวคาสเซิ่ล เมอร์ฟี่เปิดให้โวลเทอมาเด้อซัดจังหวะเดียว แต่ดอนนารุมม่ายังเซฟได้อีกครั้ง เจค็อบ เมอร์ฟี่, นิค โวลเทอมาเด้อ
64 นิวคาสเซิ่ล บาร์นส์เล่นหนึ่ง-สองกับบรูโน่ ก่อนปั่นนอกกรอบเสียบเสาไกลขึ้นนำ 1-0 ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์, บรูโน่ กิมาไรส์
68 แมนฯ ซิตี้ แชร์กี้ยิงติดฮอลล์ บอลเด้งมาเข้าทางดิอาส วอลเลย์แฉลบแชร์เข้าประตู ตีเสมอ 1-1 ไรยัน แชร์กี้, ลูอิส ฮอลล์, รูเบน ดิอาส, ฟาเบียน แชร์
70 นิวคาสเซิ่ล โวลเทอมาเด้อโหม่งชง กิมาไรส์โหม่งชนคาน ก่อนบาร์นส์ซ้ำเข้าไปเป็น 2-1 หลังเช็ค VAR นิค โวลเทอมาเด้อ, บรูโน่ กิมาไรส์, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์

วิเคราะห์แท็กติกและฟอร์มผู้เล่นเด่นในสนาม

จากมุมมองแท็กติก นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด วางแผนมาได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเขาไม่ปล่อยให้ แมนฯ ซิตี้ ครองเกมแบบสบายเกินไป ใช้การบีบพื้นที่แดนกลางตัดการเชื่อมบอลจากกองกลางสู่ฮาลันด์ให้ได้มากที่สุด
และเมื่อได้บอลคืนก็มักเน้นเล่นง่าย เปิดออกริมเส้นให้ เมอร์ฟี่ หรือบาร์นส์เลี้ยงจี้ใส่ฟูลแบ็กทีมเยือน ก่อนครอสหรือแทงทะลุช่องให้โวลเทอมาเด้อหาพื้นที่ในกรอบเขตโทษ แดนกลางอย่างบรูโน่ กิมาไรส์
ก็เล่นได้สมบูรณ์แบบทั้งการคุมจังหวะ การไล่บีบ และยังมีส่วนร่วมโดยตรงในสองประตูของทีมอีกด้วย เรียกได้ว่าเป็นมิดฟิลด์ที่เป็นหัวใจของเกมอย่างแท้จริง

ฝั่ง แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แม้จะมีช่วงที่ต่อบอลกันได้ไหลลื่นและสร้างโอกาสจบสกอร์ให้ฮาลันด์และเพื่อนร่วมทีมหลายครั้ง แต่จังหวะสุดท้ายกลับไม่คมเท่าที่ควร ฟิล โฟเด้น มีโอกาสยิงโล่ง ๆ แล้วหลุดกรอบ ขณะที่ ฮาลันด์ เองก็เจอนิค โป๊ป ปฏิเสธลูกยิงสวย ๆ ไปแบบน่าเสียดาย ที่โดดเด่นที่สุดกลับกลายเป็นรูเบน ดิอาส ที่สอดขึ้นมาช่วยยิงตีเสมอ ซึ่งสะท้อนว่าผู้เล่นแนวรุกอาจไม่อยู่ในฟอร์มที่ดีที่สุดของตัวเองในค่ำคืนนี้ ทำให้ความพยายามในการบุกตลอดเก้าสิบนาทีไม่เพียงพอสำหรับการเก็บแต้มกลับออกจากถิ่นสาลิกาดง

ฟอร์มของฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ และผลกระทบต่อโมเมนตัมทั้งสองทีม

ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ คือตัวละครเอกของเกมนี้แบบไร้ข้อโต้แย้ง เขาไม่ได้เป็นเพียงคนที่ทำสองประตูให้ทีมเท่านั้น แต่ยังมีส่วนร่วมกับการเล่นบุกหลายจังหวะตั้งแต่ครึ่งแรก แม้จะเคยพลาดโอกาสทองจ่อ ๆ

จนแฟนบอลบางส่วนเริ่มเสียวว่าอาจเป็นวันที่โชคไม่เข้าข้าง แต่เจ้าตัวก็พิสูจน์ให้เห็นถึงสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ด้วยการกลับมายิงประตูสุดสวยจากนอกกรอบ และตามซ้ำลูกคานเป็นประตูชัย
ในช่วงเวลาสำคัญในครึ่งหลัง การเคลื่อนที่หาพื้นที่ การประสานงานกับบรูโน่ กิมาไรส์ และสัญชาตญาณในกรอบเขตโทษ คือส่วนผสมที่ทำให้เขาโดดเด่นเหนือใครในสนาม เป็นหนึ่งในฟอร์มที่ดีที่สุดของเจ้าตัวในสีเสื้อสาลิกาดงเลยก็ว่าได้

ชัยชนะของนิวคาสเซิ่ลในเกมนี้ไม่เพียงเติมเต็มแต้มบนตารางคะแนน แต่ยังช่วยยกระดับบรรยากาศในห้องแต่งตัว และทำให้แฟนบอลเชื่อมั่นในทิศทางของทีมมากยิ่งขึ้น การมี 15 คะแนน
ขยับขึ้นสู่อันดับ 14 ทำให้ภาพรวมการหนีโซนอันตรายดูสดใสกว่าเดิมมาก ส่วนฝั่ง แมนฯ ซิตี้ การแพ้ในลีกครบสามเกมติดต่อกันเริ่มส่งสัญญาณเตือนว่าพวกเขาไม่อาจพลาดได้บ่อยอีกต่อไป
หากยังต้องการลุ้นแชมป์แบบจริงจัง ช่องว่างสี่แต้มที่ตามหลังอาร์เซน่อล แถมลงแข่งมากกว่าหนึ่งนัด อาจกลายเป็นปัญหาสำคัญในช่วงปลายฤดูกาลหากไม่เร่งแก้ไขปัญหาเรื่องจังหวะจบสกอร์
และสมาธิยามเล่นเกมใหญ่และเกมเยือนให้ดีขึ้นกว่าเดิม

บทสรุป: เกมใหญ่ที่แฟนบอลคุ้มค่า เวลา และความรู้สึก

เมื่อย้อนกลับไปดูภาพรวมทั้งเกม จะเห็นได้ชัดว่านี่คือหนึ่งในแมตช์ระดับคุณภาพของพรีเมียร์ลีกฤดูกาลนี้ ทั้งในแง่ความเข้มข้นของการแข่งขัน การดวลแท็กติกระหว่างทีมดุดันในบ้านกับทีมยักษ์ใหญ่ลุ้นแชมป์
และฟอร์มการเล่นของผู้เล่นแต่ละคนที่ทุ่มเทกันสุดความสามารถ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด แสดงให้เห็นว่าพวกเขายังมีดีพอที่จะต่อกรกับทีมใหญ่ได้อย่างไม่เป็นรองในบางจังหวะ ขณะที่ แมนฯ ซิตี้ เองก็ได้รับบทเรียนสำคัญว่าหากปล่อยให้คู่แข่งได้ใจในช่วงเวลาสั้น ๆ ผลลัพธ์ที่ออกมาอาจไม่เป็นอย่างที่หวัง แม้จะครองบอลได้เหนือกว่าเสียด้วยซ้ำ

สำหรับแฟนบอลที่ได้ติดตามเกมนี้ ไม่ว่าจะผ่านการรับชมสดหรือดูย้อนหลังผ่านคลิปไฮไลท์คงรู้สึกเหมือนได้ชมหนังดราม่าฟุตบอลที่เต็มไปด้วยจุดพีคหลายช่วง ทั้งจังหวะเซฟสุดเหลือเชื่อ
ของผู้รักษาประตูทั้งสองฝั่ง ลูกยิงสุดสวยของบาร์นส์ ลูกแฉลบตีเสมอของดิอาส และจังหวะซ้ำประตูชัยที่ต้องเช็ค VAR ก่อนยืนยัน ทุกองค์ประกอบเหล่านี้คือสิ่งที่ทำให้ฟุตบอลพรีเมียร์ลีกยังคงทรงเสน่ห์
และน่าติดตามเสมอ และสำหรับแมตช์นี้ นิวคาสเซิ่ลก็คว้าบทสรุปที่สวยที่สุดเอาไว้ได้สำเร็จด้วยชัยชนะ 2-1 ที่จะถูกจดจำไปอีกนานในใจแฟนบอลสาลิกาดงทั่วโลก