เกม ลาลีกา สเปน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล ที่สนามซาน มาเมส เป็นแมตช์ที่สะท้อนคำว่า “คมกว่าในจังหวะตัดสิน” ได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะแม้บิลเบาจะครองบอลมากกว่าและเดินหน้าบุกแทบตลอด แต่กลับโดนเอสปันญอลแซงชนะด้วยการใช้โอกาสสำคัญให้คุ้มค่าที่สุด เกมเริ่มเหมือนกำลังไหลไปทางเจ้าบ้านหลังจากได้ประตูนำ แต่ทุกอย่างพลิกทันทีเมื่อทีมเยือนได้ประตูตีเสมอช่วงเวลาทองก่อนพักครึ่ง และตามด้วยประตูแซงนำต้นครึ่งหลังที่กลายเป็นหมัดเด็ดตัดสินผลการแข่งขัน
ความน่าสนใจของ ลาลีกา สเปน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล ไม่ได้อยู่แค่สกอร์แซงชนะ แต่เป็นรายละเอียดของโมเมนตัมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่ถึง 15 นาทีระหว่างปลายครึ่งแรกกับต้นครึ่งหลัง บิลเบาเหมือนได้แรงส่งจากการปลดล็อกเกม แต่การเสียประตูก่อนพักครึ่งทำให้จังหวะและความมั่นใจสะดุดทันที พอครึ่งหลังเริ่มมาไม่กี่นาที เอสปันญอลก็ฉวยโอกาสทำประตูแซงได้สำเร็จ ทำให้รูปเกมที่เหลือกลายเป็นการโหมบุกของเจ้าบ้านกับการตั้งรับเป็นระบบของทีมเยือน ซึ่งสุดท้ายบิลเบาจบไม่คมพอจะทวงคืน
อีกประเด็นที่เห็นชัดในเกมนี้คือ “จำนวนโอกาส” ไม่ได้เท่ากับ “คุณภาพโอกาส” แม้บิลเบาจะมีการยิงมากกว่า ครองบอลมากกว่า และได้เตะมุมมากกว่า แต่เอสปันญอลเลือกจังหวะจบสกอร์ได้เด็ดขาด และมีผู้รักษาประตูอย่างดมิโตรวิชช่วยเซฟในช่วงที่โดนบุกหนักจนทีมยืนระยะได้ตลอด 90 นาที นี่จึงเป็นชัยชนะที่ไม่ได้มาจากการคุมบอล แต่เกิดจากความเฉียบคม ความมีวินัย และการจัดการช่วงเวลาสำคัญของเกมให้ดีกว่าคู่แข่ง
บทสรุปเกมและผลการแข่งขัน
ผลการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์ แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล โดยบิลเบาได้ประตูขึ้นนำจาก อเล็กซ์ เบเรงเกร์ นาที 38 แต่เอสปันญอลฮึดแซงด้วยสองประตูรวดจาก คาร์ลอส โรเมโร นาที 44 และ เปเร่ มีย่า นาที 52 สิ่งที่ทำให้เกมนี้น่าเจ็บปวดสำหรับเจ้าบ้านคือพวกเขาได้เปรียบเชิงรูปเกมตลอด แต่กลับเสียสองประตูในช่วงเวลาที่ “ห้ามพลาด” คือก่อนพักครึ่งและต้นครึ่งหลัง ทำให้ต้องไล่ตามด้วยความกดดันสูงและสุดท้ายทวงคืนไม่สำเร็จ
| หัวข้อ | รายละเอียด |
|---|---|
| รายการ | ลาลีกา สเปน |
| ผลการแข่งขัน | แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล |
| ผู้ทำประตู | เบเรงเกร์ 38’ / โรเมโร 44’, เปเร่ มีย่า 52’ |
| สนามแข่งขัน | ซาน มาเมส |
| คอนเท็กซ์เกม | บิลเบาครองบอลและบุกมากกว่า แต่เอสปันญอลคมกว่าในจังหวะตัดสินและตั้งรับได้ดีช่วงท้าย |
เมื่อเกมจบลงด้วยการที่ทีมครองบอลสูงกว่ากลับแพ้ สิ่งที่ควรถอดบทเรียนคือการจัดการ “ช่วงเปราะบาง” ของเกม โดยเฉพาะช่วงท้ายครึ่งแรกและช่วงเริ่มครึ่งหลัง บิลเบาเหมือนจะได้ทุกอย่างหลังนำ 1-0 แต่การเสียประตูตีเสมอทันทีทำให้ทุกอย่างกลับมาที่ศูนย์ และเมื่อโดนแซงนำ 1-2 ในต้นครึ่งหลัง ความกดดันยิ่งหนักขึ้นไปอีก เอสปันญอลจึงเล่นง่ายขึ้นในฐานะทีมที่นำ และสามารถจัดบล็อกรับเพื่อรอจังหวะสวนกลับได้ตามถนัด
เหตุการณ์สำคัญในสนาม (Match Timeline)
เกมที่ซาน มาเมสเปิดฉากด้วยจังหวะที่บิลเบาพยายามคุมบอลและขยับเกมรุกผ่านริมเส้นตามเอกลักษณ์ ขณะที่เอสปันญอลเน้นความรัดกุมในแดนกลางและเลือกจังหวะสวนกลับแบบไม่ผลีผลาม จนกระทั่งนาที 38 บิลเบาก็ปลดล็อกได้สำเร็จเมื่ออเล็กซ์ เบเรงเกร์จบสกอร์ให้เจ้าบ้านขึ้นนำ 1-0 ประตูนี้ปลุกเสียงเชียร์ในสนามให้กระหึ่มทันที และทำให้ภาพรวมเหมือนเกมกำลังไหลไปตามทางของบิลเบาที่กำลังได้ใจและเริ่มสร้างจังหวะเข้าทำต่อเนื่องมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนแรกของเกมเกิดขึ้นแบบรวดเร็วในนาที 44 เมื่อคาร์ลอส โรเมโรเติมขึ้นมายิงตีเสมอให้เอสปันญอลเป็น 1-1 ประตูนี้สำคัญมากเพราะเกิดในช่วงเวลาทองก่อนพักครึ่ง ซึ่งมักส่งผลต่อสภาพจิตใจและแผนการเล่นของทั้งสองทีมโดยตรง จากที่บิลเบากำลังได้เปรียบและน่าจะเข้าห้องแต่งตัวด้วยความมั่นใจ กลับต้องเจอกับความจริงว่าเกมกลับมาเท่ากันอีกครั้งทันที และการเสียประตูแบบนี้ทำให้โมเมนตัมและแรงส่งของเจ้าบ้านสะดุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ครึ่งหลังเริ่มมาไม่นาน เอสปันญอลก็สร้างจุดเปลี่ยนที่สองในนาที 52 เมื่อเปเร่ มีย่าจบสกอร์ให้ทีมเยือนแซงนำ 1-2 โดยมีไทริส ดอลันเป็นคนแอสซิสต์ จังหวะนี้กลายเป็น “ประตูชี้เกม” เพราะมันบีบให้บิลเบาต้องไล่ตามตั้งแต่ยังเหลือเวลาอีกมาก และเมื่อทีมเจ้าบ้านต้องเปิดเกมหนักขึ้นเพื่อทวงคืน ช่องว่างและความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันเอสปันญอลสามารถถอยมาตั้งรับเป็นระบบและเลือกเล่นสวนกลับแบบมีวินัย ทำให้บิลเบายิ่งเจาะได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ
ช่วงเวลาที่เหลือของเกมเป็นภาพของบิลเบาที่โหมบุกต่อเนื่อง พยายามเปิดจากด้านข้าง เติมคนเข้าเขตโทษ และหาจังหวะยิงซ้ำหลายระลอก แต่ปัญหาคือจังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอ บางครั้งติดบล็อก บางครั้งจบไม่ตรงกรอบ หรือไปติดเซฟของมาร์โก ดมิโตรวิชที่ทำงานหนักในช่วงท้ายเกม การที่บิลเบาบุกมากไม่ได้แปลว่าจะยิงได้เสมอ หากคุณภาพจังหวะสุดท้ายยังไม่ดีพอ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่บิลเบาพยายามเร่งเพื่อเอาประตูคืน
เอสปันญอลแม้จะครองบอลน้อยกว่า แต่รับเป็นระบบและมีทางออกเวลาสวนกลับพอสมควร พวกเขาไม่เล่นผลีผลาม ไม่โยนบอลทิ้งง่าย และพยายามพาบอลออกจากพื้นที่อันตรายให้ได้ก่อนค่อยหาจังหวะขึ้นเกม สิ่งนี้ทำให้บิลเบาต้องเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากบุกแล้วเสียบอลในจังหวะไม่ดี ก็อาจโดนสวนกลับจนเสียประตูเพิ่มได้ สุดท้ายการจัดระเบียบเกมรับและการเลือกจังหวะที่ชาญฉลาดของเอสปันญอลจึงช่วยให้ทีมเยือนรักษาสกอร์ 1-2 ไว้ได้จนจบเกม
| นาที | เหตุการณ์ | ผลกระทบต่อเกม |
|---|---|---|
| 38’ | เบเรงเกร์ยิงให้บิลเบานำ 1-0 | ปลดล็อกเกมและเพิ่มโมเมนตัมให้เจ้าบ้านเหมือนเกมกำลังเข้าทาง |
| 44’ | โรเมโรยิงตีเสมอ 1-1 ก่อนพักครึ่ง | เปลี่ยนโมเมนตัมทันที ทำให้เกมกลับมาเริ่มใหม่และลดแรงส่งเจ้าบ้าน |
| 52’ | เปเร่ มีย่ายิงแซงนำ 1-2 (ดอลันแอสซิสต์) | ประตูชี้เกม บิลเบาต้องเปิดเกมหนักขึ้นและเสี่ยงมากขึ้น แต่เอสปันญอลได้เล่นรับเป็นระบบ |
| ช่วงท้ายเกม | บิลเบาโหมบุกต่อเนื่อง แต่ติดบล็อก/ติดเซฟ/จบไม่คม | สะท้อนความต่างของความคมในพื้นที่สุดท้าย ทำให้ทวงคืนไม่ได้ |
| ตลอดเกม | เอสปันญอลตั้งรับเป็นระบบและสวนกลับแบบมีวินัย | ทำให้บิลเบาเล่นยาก ต้องเสี่ยงมากขึ้น และสุดท้ายรักษาสกอร์นำได้จนจบ |
จุดโทษชี้ชะตา (Turning Point Analysis)
เกมนี้ไม่มีจุดโทษเกิดขึ้น แต่ “จังหวะชี้ชะตา” ของ ลาลีกา สเปน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล ชัดเจนมากอยู่ที่สองประตูของทีมเยือนที่มาในช่วงเวลาที่หนักที่สุดสำหรับเจ้าบ้าน ประตูตีเสมอนาที 44 ทำให้เกมจากที่บิลเบากำลังได้ใจ กลายเป็นเกมที่เริ่มใหม่ทันทีและบีบให้เจ้าบ้านต้องระวังมากขึ้น ส่วนประตูแซงนำนาที 52 คือการปิดทางเลือกเชิงแท็กติกของบิลเบา เพราะเมื่อโดนนำ เจ้าบ้านต้องเปิดเกมหนักขึ้นเพื่อทวงคืน ส่งผลให้เอสปันญอลสามารถถอยมาตั้งรับและเลือกสวนกลับอย่างมีวินัยได้เต็มที่
เหตุผลที่ประตูตีเสมอก่อนพักครึ่งมีน้ำหนักมาก คือมันตัดแรงส่งทางอารมณ์ของทีมที่เพิ่งขึ้นนำ และทำให้คู่แข่งกลับมาได้ใจแบบทันที เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง เอสปันญอลจึงเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น และเมื่อมีโอกาสก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือ ขณะที่บิลเบาต้องเร่งเกมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนการเข้าทำบางครั้งกลายเป็นการยิงในมุมยากหรือรีบร้อนเกินไป นี่คือความต่างของทีมที่คมกว่าในจังหวะตัดสิน กับทีมที่มีโอกาสมากแต่ขาดความเด็ดขาดในช่วงสุดท้าย
รายชื่อ 11 ตัวจริงและแผนการเล่น (Lineups & Formations)
ทั้งสองทีมใช้ระบบ 4-2-3-1 เหมือนกัน แต่บทบาทในสนามต่างกันชัด บิลเบาเน้นครองบอลสูง ใช้ความเร็วและพลังของแนวรุกในการดันเกมจากด้านข้าง โดยมีทั้งนิโก้ วิลเลียมส์และอิญากี้ วิลเลียมส์เป็นแกนในการเร่งจังหวะ ขณะที่เอสปันญอลเน้นความรัดกุมในแดนกลางสองชั้น ปิดช่องจ่ายสำคัญ และรอจังหวะที่บิลเบาเสียสมดุลเพื่อสวนกลับหรือเข้าทำแบบมีคุณภาพ เมื่อทีมเยือนขึ้นนำในครึ่งหลัง ระบบเดียวกันจึงทำงานต่างกันทันที เพราะเอสปันญอลได้ถอยคุมโซนและเล่นตามสถานการณ์ ส่วนบิลเบาต้องบุกแบบเสี่ยงมากขึ้น
| ทีม | ระบบ | 11 ตัวจริง |
|---|---|---|
| แอธเลติก บิลเบา | 4-2-3-1 | Unai Simón; Andoni Gorosabel, Íñigo Lekue, Aitor Paredes, Adama Boiro; Iñigo Ruiz de Galarreta, Mikel Jauregizar; Álex Berenguer, Oihan Sancet, Nico Williams; Iñaki Williams |
| เอสปันญอล | 4-2-3-1 | Marko Dmitrović; Omar El Hilali, Fernando Calero, Leandro Cabrera, Carlos Romero; Urko González, Pol Lozano; Tyrhys Dolan, Edu Expósito, Pere Milla; Roberto Fernández |
นักเตะคนสำคัญ (Key Players)
อเล็กซ์ เบเรงเกร์ คือคนที่ทำให้บิลเบาได้เปรียบก่อนด้วยประตูนำในนาที 38 และยังเป็นตัวที่มีบทบาทต่อเกมรุกในช่วงที่เจ้าบ้านโหมบุกเพื่อทวงคืน เขาช่วยสร้างจังหวะเข้าทำ ทั้งการหาพื้นที่รับบอล การจ่ายต่อในพื้นที่สุดท้าย และการพยายามยิงเมื่อมีช่อง แต่ในเกมที่ต้องการความเด็ดขาดทุกช็อต การมีแค่ประตูเดียวไม่พอจะเก็บแต้ม และบิลเบาก็ต้องเจ็บปวดเพราะไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสที่มีจำนวนมากให้กลายเป็นสกอร์เพิ่มได้
คาร์ลอส โรเมโร คือผู้เล่นที่เปลี่ยนโมเมนตัมของเกมได้อย่างแท้จริงจากประตูตีเสมอนาที 44 เพราะการยิงก่อนพักครึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจของทั้งสองทีมโดยตรง มันทำให้เอสปันญอลกลับมามีความเชื่อมั่นและทำให้บิลเบาต้องกลับไปเริ่มใหม่ในครึ่งหลังโดยไม่มีความได้เปรียบ แม้จะเป็นประตูเดียว แต่ความสำคัญของมันคือการเปลี่ยนเกมจาก “บิลเบากำลังได้ใจ” ให้กลายเป็น “เกมเปิดและพร้อมพลิก” ซึ่งสุดท้ายเข้าทางทีมเยือนที่คมกว่า
เปเร่ มีย่า คือคนยิงประตูแซงนำในนาที 52 ที่กลายเป็นประตูตัดสินผลการแข่งขัน เพราะมันทำให้แผนการเล่นหลังจากนั้นชัดเจนทันที เอสปันญอลสามารถถอยมาตั้งรับเป็นระบบและปล่อยให้บิลเบาต้องเปิดเกมหนักขึ้น ขณะที่บิลเบายิ่งบุกก็ยิ่งเสี่ยง ซึ่งสร้างพื้นที่ให้ทีมเยือนมีช่องสวนกลับและเอาตัวรอดได้ง่ายขึ้น ประตูของมีย่าจึงไม่ใช่แค่สกอร์ แต่เป็นการกำหนด “สคริปต์” ของเกมช่วงที่เหลือทั้งหมด
มาร์โก ดมิโตรวิช คือคีย์ของชัยชนะในเชิงการปิดเกม เพราะช่วงที่บิลเบาโหมบุกหลังตามหลัง เขาต้องรับมือกับลูกยิงและลูกเปิดจากด้านข้างหลายระลอก การเซฟสำคัญของเขาช่วยให้เอสปันญอลไม่เสียประตูตีเสมอ และยังช่วยให้ทีมรักษาความมั่นใจในแนวรับได้ตลอด แม้จะต้องเจองานหนักจากการครองบอลและการยิงของบิลเบา แต่ดมิโตรวิชยืนระยะได้ดี และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เอสปันญอลเก็บชัยชนะออกจากซาน มาเมสได้สำเร็จ
ไทริส ดอลัน มีบทบาทสำคัญในฐานะคนแอสซิสต์ประตู 1-2 และเป็นทางออกสำคัญเวลาทีมต้องเล่นสวนกลับ เพราะในช่วงที่เอสปันญอลนำแล้วถูกกดดัน การมีผู้เล่นที่พาบอลขึ้นหน้าได้และตัดสินใจจังหวะสุดท้ายได้แม่นยำช่วยให้ทีมไม่ถูกบีบจนรับอย่างเดียว ดอลันจึงช่วยเชื่อมเกมจากรับเป็นรุก ทำให้เอสปันญอลมีทางออกและลดแรงกดดันได้ในหลายช่วง แม้สถิติครองบอลจะเป็นรองมากก็ตาม
| ผู้เล่น | ทีม | บทบาทเด่นในเกม |
|---|---|---|
| Álex Berenguer | Athletic Bilbao | ยิงให้ทีมขึ้นนำ 38’ และมีบทบาทสร้างจังหวะเข้าทำช่วงโหมบุกเพื่อทวงคืน |
| Carlos Romero | Espanyol | ยิงตีเสมอ 44’ ก่อนพักครึ่ง เปลี่ยนโมเมนตัมของเกมอย่างชัดเจน |
| Pere Milla | Espanyol | ยิงแซงนำ 52’ เป็นประตูชี้เกม ทำให้ทีมเล่นรับเป็นระบบได้เต็มที่ |
| Marko Dmitrović | Espanyol | เซฟหลายจังหวะช่วงโดนบิลเบาบุกหนัก ช่วยรักษาสกอร์นำจนจบเกม |
| Tyrhys Dolan | Espanyol | แอสซิสต์ประตู 1-2 และเป็นทางออกเกมสวนกลับ ช่วยลดแรงกดดันช่วงท้าย |
สถิติหลังเกม (ภาพรวม)
สถิติหลังเกมสะท้อนภาพความต่างของ “ปริมาณ” และ “ผลลัพธ์” ได้ชัดเจน บิลเบาครองบอลสูงถึง 65% และมีจำนวนยิงมากกว่า รวมถึงเตะมุมมากกว่า ซึ่งบอกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายกดดันและสร้างสถานการณ์บุกต่อเนื่อง แต่เอสปันญอลยิงเข้ากรอบได้ใกล้เคียงและที่สำคัญคือเปลี่ยนโอกาสสำคัญให้เป็นสองประตูได้สำเร็จ ขณะที่ดมิโตรวิชต้องเซฟมากถึง 6 ครั้ง แสดงว่าเอสปันญอลรับงานหนักจริง แต่ยืนระยะและปิดเกมได้ตามแผน
| สถิติ | บิลเบา | เอสปันญอล |
|---|---|---|
| ครองบอล | 65% | 35% |
| ยิงทั้งหมด | 17 | 10 |
| ยิงเข้ากรอบ | 7 | 5 |
| เตะมุม | 7 | 4 |
| ฟาวล์ | 8 | 5 |
| เซฟ | 3 | 6 |
เมื่ออ่านสถิติเข้ากับรูปเกม จะเห็นว่าบิลเบาเหนือกว่าเชิงปริมาณเกือบทุกด้าน แต่ความต่างที่ชี้ผลคือ “ความคม” และ “ความผิดพลาดน้อยกว่า” ของเอสปันญอล ทีมเยือนยิงเข้ากรอบน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ใช้โอกาสสำคัญได้เด็ดขาด และเมื่อขึ้นนำแล้วก็มีโกล์ที่ยืนระยะได้ดีจนบิลเบาทวงคืนไม่ได้ เกมนี้จึงเป็นตัวอย่างว่าฟุตบอลไม่ได้ตัดสินด้วยจำนวนครั้งที่บุกหรือครองบอล แต่ตัดสินด้วยการทำประตูในจังหวะสำคัญและการปิดเกมให้ได้เมื่อมีสกอร์นำ
เดิมพันส่งท้ายปี2025 ส่งบิลพร้อมลุ้นรางวัลมายมาย
บทสรุปโดยย่อ
สรุปเกม ลาลีกา สเปน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล ได้ชัดเจนว่า บิลเบานำก่อน 38’ แต่เสียโมเมนตัมจากการโดนตีเสมอ 44’ ก่อนโดนแซงนำ 52’ หลังจากนั้นเจ้าบ้านโหมบุกหนัก ครองบอลสูงและมีโอกาสยิงต่อเนื่อง แต่จบไม่ลง ขณะที่เอสปันญอลรับเป็นระบบและมีดมิโตรวิชช่วยเซฟสำคัญจนยืนระยะได้ สุดท้ายทีมเยือนเก็บสามแต้มกลับบ้านด้วยความคมในจังหวะตัดสินและการปิดเกมที่มีวินัย
FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกมนี้
Q1: ใครยิงประตูในเกม แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล?
A: บิลเบาได้จากอเล็กซ์ เบเรงเกร์ นาที 38 ส่วนเอสปันญอลได้จากคาร์ลอส โรเมโร นาที 44 และเปเร่ มีย่า นาที 52 ซึ่งเป็นสองประตูที่เปลี่ยนเกมจากการตามหลังให้กลายเป็นการแซงชนะได้สำเร็จ
Q2: เกมนี้มีจุดโทษไหม?
A: ไม่มีจุดโทษเกิดขึ้น โดยเกมตัดสินจากประตูช่วงเวลาทองก่อนพักครึ่งและต้นครึ่งหลัง ซึ่งเป็นจังหวะที่ส่งผลต่อแท็กติกและโมเมนตัมของทั้งสองทีมโดยตรง
Q3: จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของเกมคืออะไร?
A: จุดเปลี่ยนสำคัญคือประตูตีเสมอนาที 44 ที่ทำให้เกมกลับมาเริ่มใหม่ทันที และประตูแซงนำนาที 52 ที่บีบให้บิลเบาต้องเปิดเกมหนักขึ้นและเสี่ยงมากขึ้น แต่สุดท้ายทวงคืนไม่ได้เพราะจบไม่คมและติดเซฟ
Q4: ทำไมบิลเบาครองบอลมากกว่าแต่แพ้?
A: เพราะเอสปันญอลคมกว่าในจังหวะตัดสิน เปลี่ยนโอกาสสำคัญเป็นสองประตูได้ และมีดมิโตรวิชเซฟหลายครั้งในช่วงโดนบุกหนัก ทำให้บิลเบาแม้จะสร้างโอกาสได้มากแต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูตีเสมอหรือแซงได้
Q5: ใครคือผู้เล่นเด่นของเกมนี้?
A: ฝั่งเอสปันญอลเด่นที่เปเร่ มีย่า (ประตูชัย) และมาร์โก ดมิโตรวิช (เซฟสำคัญ) ส่วนฝั่งบิลเบาเด่นที่เบเรงเกร์จากการยิงขึ้นนำและมีบทบาทในช่วงโหมบุก แม้สุดท้ายทีมจะไม่สามารถเก็บแต้มได้ก็ตาม
