เกม ลาลีกา สเปน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล ที่สนามซาน มาเมส เป็นแมตช์ที่สะท้อนคำว่า “คมกว่าในจังหวะตัดสิน” ได้อย่างชัดเจนที่สุด เพราะแม้บิลเบาจะครองบอลมากกว่าและเดินหน้าบุกแทบตลอด แต่กลับโดนเอสปันญอลแซงชนะด้วยการใช้โอกาสสำคัญให้คุ้มค่าที่สุด เกมเริ่มเหมือนกำลังไหลไปทางเจ้าบ้านหลังจากได้ประตูนำ แต่ทุกอย่างพลิกทันทีเมื่อทีมเยือนได้ประตูตีเสมอช่วงเวลาทองก่อนพักครึ่ง และตามด้วยประตูแซงนำต้นครึ่งหลังที่กลายเป็นหมัดเด็ดตัดสินผลการแข่งขัน

ความน่าสนใจของ ลาลีกา สเปน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล ไม่ได้อยู่แค่สกอร์แซงชนะ แต่เป็นรายละเอียดของโมเมนตัมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาไม่ถึง 15 นาทีระหว่างปลายครึ่งแรกกับต้นครึ่งหลัง บิลเบาเหมือนได้แรงส่งจากการปลดล็อกเกม แต่การเสียประตูก่อนพักครึ่งทำให้จังหวะและความมั่นใจสะดุดทันที พอครึ่งหลังเริ่มมาไม่กี่นาที เอสปันญอลก็ฉวยโอกาสทำประตูแซงได้สำเร็จ ทำให้รูปเกมที่เหลือกลายเป็นการโหมบุกของเจ้าบ้านกับการตั้งรับเป็นระบบของทีมเยือน ซึ่งสุดท้ายบิลเบาจบไม่คมพอจะทวงคืน

อีกประเด็นที่เห็นชัดในเกมนี้คือ “จำนวนโอกาส” ไม่ได้เท่ากับ “คุณภาพโอกาส” แม้บิลเบาจะมีการยิงมากกว่า ครองบอลมากกว่า และได้เตะมุมมากกว่า แต่เอสปันญอลเลือกจังหวะจบสกอร์ได้เด็ดขาด และมีผู้รักษาประตูอย่างดมิโตรวิชช่วยเซฟในช่วงที่โดนบุกหนักจนทีมยืนระยะได้ตลอด 90 นาที นี่จึงเป็นชัยชนะที่ไม่ได้มาจากการคุมบอล แต่เกิดจากความเฉียบคม ความมีวินัย และการจัดการช่วงเวลาสำคัญของเกมให้ดีกว่าคู่แข่ง

บทสรุปเกมและผลการแข่งขัน

ผลการแข่งขันจบลงด้วยสกอร์ แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล โดยบิลเบาได้ประตูขึ้นนำจาก อเล็กซ์ เบเรงเกร์ นาที 38 แต่เอสปันญอลฮึดแซงด้วยสองประตูรวดจาก คาร์ลอส โรเมโร นาที 44 และ เปเร่ มีย่า นาที 52 สิ่งที่ทำให้เกมนี้น่าเจ็บปวดสำหรับเจ้าบ้านคือพวกเขาได้เปรียบเชิงรูปเกมตลอด แต่กลับเสียสองประตูในช่วงเวลาที่ “ห้ามพลาด” คือก่อนพักครึ่งและต้นครึ่งหลัง ทำให้ต้องไล่ตามด้วยความกดดันสูงและสุดท้ายทวงคืนไม่สำเร็จ

หัวข้อ รายละเอียด
รายการ ลาลีกา สเปน
ผลการแข่งขัน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล
ผู้ทำประตู เบเรงเกร์ 38’ / โรเมโร 44’, เปเร่ มีย่า 52’
สนามแข่งขัน ซาน มาเมส
คอนเท็กซ์เกม บิลเบาครองบอลและบุกมากกว่า แต่เอสปันญอลคมกว่าในจังหวะตัดสินและตั้งรับได้ดีช่วงท้าย

เมื่อเกมจบลงด้วยการที่ทีมครองบอลสูงกว่ากลับแพ้ สิ่งที่ควรถอดบทเรียนคือการจัดการ “ช่วงเปราะบาง” ของเกม โดยเฉพาะช่วงท้ายครึ่งแรกและช่วงเริ่มครึ่งหลัง บิลเบาเหมือนจะได้ทุกอย่างหลังนำ 1-0 แต่การเสียประตูตีเสมอทันทีทำให้ทุกอย่างกลับมาที่ศูนย์ และเมื่อโดนแซงนำ 1-2 ในต้นครึ่งหลัง ความกดดันยิ่งหนักขึ้นไปอีก เอสปันญอลจึงเล่นง่ายขึ้นในฐานะทีมที่นำ และสามารถจัดบล็อกรับเพื่อรอจังหวะสวนกลับได้ตามถนัด

เหตุการณ์สำคัญในสนาม (Match Timeline)

เกมที่ซาน มาเมสเปิดฉากด้วยจังหวะที่บิลเบาพยายามคุมบอลและขยับเกมรุกผ่านริมเส้นตามเอกลักษณ์ ขณะที่เอสปันญอลเน้นความรัดกุมในแดนกลางและเลือกจังหวะสวนกลับแบบไม่ผลีผลาม จนกระทั่งนาที 38 บิลเบาก็ปลดล็อกได้สำเร็จเมื่ออเล็กซ์ เบเรงเกร์จบสกอร์ให้เจ้าบ้านขึ้นนำ 1-0 ประตูนี้ปลุกเสียงเชียร์ในสนามให้กระหึ่มทันที และทำให้ภาพรวมเหมือนเกมกำลังไหลไปตามทางของบิลเบาที่กำลังได้ใจและเริ่มสร้างจังหวะเข้าทำต่อเนื่องมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม จุดเปลี่ยนแรกของเกมเกิดขึ้นแบบรวดเร็วในนาที 44 เมื่อคาร์ลอส โรเมโรเติมขึ้นมายิงตีเสมอให้เอสปันญอลเป็น 1-1 ประตูนี้สำคัญมากเพราะเกิดในช่วงเวลาทองก่อนพักครึ่ง ซึ่งมักส่งผลต่อสภาพจิตใจและแผนการเล่นของทั้งสองทีมโดยตรง จากที่บิลเบากำลังได้เปรียบและน่าจะเข้าห้องแต่งตัวด้วยความมั่นใจ กลับต้องเจอกับความจริงว่าเกมกลับมาเท่ากันอีกครั้งทันที และการเสียประตูแบบนี้ทำให้โมเมนตัมและแรงส่งของเจ้าบ้านสะดุดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ครึ่งหลังเริ่มมาไม่นาน เอสปันญอลก็สร้างจุดเปลี่ยนที่สองในนาที 52 เมื่อเปเร่ มีย่าจบสกอร์ให้ทีมเยือนแซงนำ 1-2 โดยมีไทริส ดอลันเป็นคนแอสซิสต์ จังหวะนี้กลายเป็น “ประตูชี้เกม” เพราะมันบีบให้บิลเบาต้องไล่ตามตั้งแต่ยังเหลือเวลาอีกมาก และเมื่อทีมเจ้าบ้านต้องเปิดเกมหนักขึ้นเพื่อทวงคืน ช่องว่างและความเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นตามธรรมชาติ ขณะเดียวกันเอสปันญอลสามารถถอยมาตั้งรับเป็นระบบและเลือกเล่นสวนกลับแบบมีวินัย ทำให้บิลเบายิ่งเจาะได้ยากขึ้นเรื่อย ๆ

ช่วงเวลาที่เหลือของเกมเป็นภาพของบิลเบาที่โหมบุกต่อเนื่อง พยายามเปิดจากด้านข้าง เติมคนเข้าเขตโทษ และหาจังหวะยิงซ้ำหลายระลอก แต่ปัญหาคือจังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบพอ บางครั้งติดบล็อก บางครั้งจบไม่ตรงกรอบ หรือไปติดเซฟของมาร์โก ดมิโตรวิชที่ทำงานหนักในช่วงท้ายเกม การที่บิลเบาบุกมากไม่ได้แปลว่าจะยิงได้เสมอ หากคุณภาพจังหวะสุดท้ายยังไม่ดีพอ และนี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดช่วงที่บิลเบาพยายามเร่งเพื่อเอาประตูคืน

เอสปันญอลแม้จะครองบอลน้อยกว่า แต่รับเป็นระบบและมีทางออกเวลาสวนกลับพอสมควร พวกเขาไม่เล่นผลีผลาม ไม่โยนบอลทิ้งง่าย และพยายามพาบอลออกจากพื้นที่อันตรายให้ได้ก่อนค่อยหาจังหวะขึ้นเกม สิ่งนี้ทำให้บิลเบาต้องเสี่ยงมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะหากบุกแล้วเสียบอลในจังหวะไม่ดี ก็อาจโดนสวนกลับจนเสียประตูเพิ่มได้ สุดท้ายการจัดระเบียบเกมรับและการเลือกจังหวะที่ชาญฉลาดของเอสปันญอลจึงช่วยให้ทีมเยือนรักษาสกอร์ 1-2 ไว้ได้จนจบเกม

นาที เหตุการณ์ ผลกระทบต่อเกม
38’ เบเรงเกร์ยิงให้บิลเบานำ 1-0 ปลดล็อกเกมและเพิ่มโมเมนตัมให้เจ้าบ้านเหมือนเกมกำลังเข้าทาง
44’ โรเมโรยิงตีเสมอ 1-1 ก่อนพักครึ่ง เปลี่ยนโมเมนตัมทันที ทำให้เกมกลับมาเริ่มใหม่และลดแรงส่งเจ้าบ้าน
52’ เปเร่ มีย่ายิงแซงนำ 1-2 (ดอลันแอสซิสต์) ประตูชี้เกม บิลเบาต้องเปิดเกมหนักขึ้นและเสี่ยงมากขึ้น แต่เอสปันญอลได้เล่นรับเป็นระบบ
ช่วงท้ายเกม บิลเบาโหมบุกต่อเนื่อง แต่ติดบล็อก/ติดเซฟ/จบไม่คม สะท้อนความต่างของความคมในพื้นที่สุดท้าย ทำให้ทวงคืนไม่ได้
ตลอดเกม เอสปันญอลตั้งรับเป็นระบบและสวนกลับแบบมีวินัย ทำให้บิลเบาเล่นยาก ต้องเสี่ยงมากขึ้น และสุดท้ายรักษาสกอร์นำได้จนจบ

จุดโทษชี้ชะตา (Turning Point Analysis)

เกมนี้ไม่มีจุดโทษเกิดขึ้น แต่ “จังหวะชี้ชะตา” ของ ลาลีกา สเปน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล ชัดเจนมากอยู่ที่สองประตูของทีมเยือนที่มาในช่วงเวลาที่หนักที่สุดสำหรับเจ้าบ้าน ประตูตีเสมอนาที 44 ทำให้เกมจากที่บิลเบากำลังได้ใจ กลายเป็นเกมที่เริ่มใหม่ทันทีและบีบให้เจ้าบ้านต้องระวังมากขึ้น ส่วนประตูแซงนำนาที 52 คือการปิดทางเลือกเชิงแท็กติกของบิลเบา เพราะเมื่อโดนนำ เจ้าบ้านต้องเปิดเกมหนักขึ้นเพื่อทวงคืน ส่งผลให้เอสปันญอลสามารถถอยมาตั้งรับและเลือกสวนกลับอย่างมีวินัยได้เต็มที่

เหตุผลที่ประตูตีเสมอก่อนพักครึ่งมีน้ำหนักมาก คือมันตัดแรงส่งทางอารมณ์ของทีมที่เพิ่งขึ้นนำ และทำให้คู่แข่งกลับมาได้ใจแบบทันที เมื่อเข้าสู่ครึ่งหลัง เอสปันญอลจึงเล่นด้วยความมั่นใจมากขึ้น และเมื่อมีโอกาสก็ไม่ปล่อยให้หลุดมือ ขณะที่บิลเบาต้องเร่งเกมมากขึ้นเรื่อย ๆ จนการเข้าทำบางครั้งกลายเป็นการยิงในมุมยากหรือรีบร้อนเกินไป นี่คือความต่างของทีมที่คมกว่าในจังหวะตัดสิน กับทีมที่มีโอกาสมากแต่ขาดความเด็ดขาดในช่วงสุดท้าย

รายชื่อ 11 ตัวจริงและแผนการเล่น (Lineups & Formations)

ทั้งสองทีมใช้ระบบ 4-2-3-1 เหมือนกัน แต่บทบาทในสนามต่างกันชัด บิลเบาเน้นครองบอลสูง ใช้ความเร็วและพลังของแนวรุกในการดันเกมจากด้านข้าง โดยมีทั้งนิโก้ วิลเลียมส์และอิญากี้ วิลเลียมส์เป็นแกนในการเร่งจังหวะ ขณะที่เอสปันญอลเน้นความรัดกุมในแดนกลางสองชั้น ปิดช่องจ่ายสำคัญ และรอจังหวะที่บิลเบาเสียสมดุลเพื่อสวนกลับหรือเข้าทำแบบมีคุณภาพ เมื่อทีมเยือนขึ้นนำในครึ่งหลัง ระบบเดียวกันจึงทำงานต่างกันทันที เพราะเอสปันญอลได้ถอยคุมโซนและเล่นตามสถานการณ์ ส่วนบิลเบาต้องบุกแบบเสี่ยงมากขึ้น

ทีม ระบบ 11 ตัวจริง
แอธเลติก บิลเบา 4-2-3-1 Unai Simón; Andoni Gorosabel, Íñigo Lekue, Aitor Paredes, Adama Boiro; Iñigo Ruiz de Galarreta, Mikel Jauregizar; Álex Berenguer, Oihan Sancet, Nico Williams; Iñaki Williams
เอสปันญอล 4-2-3-1 Marko Dmitrović; Omar El Hilali, Fernando Calero, Leandro Cabrera, Carlos Romero; Urko González, Pol Lozano; Tyrhys Dolan, Edu Expósito, Pere Milla; Roberto Fernández

นักเตะคนสำคัญ (Key Players)

อเล็กซ์ เบเรงเกร์ คือคนที่ทำให้บิลเบาได้เปรียบก่อนด้วยประตูนำในนาที 38 และยังเป็นตัวที่มีบทบาทต่อเกมรุกในช่วงที่เจ้าบ้านโหมบุกเพื่อทวงคืน เขาช่วยสร้างจังหวะเข้าทำ ทั้งการหาพื้นที่รับบอล การจ่ายต่อในพื้นที่สุดท้าย และการพยายามยิงเมื่อมีช่อง แต่ในเกมที่ต้องการความเด็ดขาดทุกช็อต การมีแค่ประตูเดียวไม่พอจะเก็บแต้ม และบิลเบาก็ต้องเจ็บปวดเพราะไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสที่มีจำนวนมากให้กลายเป็นสกอร์เพิ่มได้

คาร์ลอส โรเมโร คือผู้เล่นที่เปลี่ยนโมเมนตัมของเกมได้อย่างแท้จริงจากประตูตีเสมอนาที 44 เพราะการยิงก่อนพักครึ่งมีผลต่อสภาพจิตใจของทั้งสองทีมโดยตรง มันทำให้เอสปันญอลกลับมามีความเชื่อมั่นและทำให้บิลเบาต้องกลับไปเริ่มใหม่ในครึ่งหลังโดยไม่มีความได้เปรียบ แม้จะเป็นประตูเดียว แต่ความสำคัญของมันคือการเปลี่ยนเกมจาก “บิลเบากำลังได้ใจ” ให้กลายเป็น “เกมเปิดและพร้อมพลิก” ซึ่งสุดท้ายเข้าทางทีมเยือนที่คมกว่า

เปเร่ มีย่า คือคนยิงประตูแซงนำในนาที 52 ที่กลายเป็นประตูตัดสินผลการแข่งขัน เพราะมันทำให้แผนการเล่นหลังจากนั้นชัดเจนทันที เอสปันญอลสามารถถอยมาตั้งรับเป็นระบบและปล่อยให้บิลเบาต้องเปิดเกมหนักขึ้น ขณะที่บิลเบายิ่งบุกก็ยิ่งเสี่ยง ซึ่งสร้างพื้นที่ให้ทีมเยือนมีช่องสวนกลับและเอาตัวรอดได้ง่ายขึ้น ประตูของมีย่าจึงไม่ใช่แค่สกอร์ แต่เป็นการกำหนด “สคริปต์” ของเกมช่วงที่เหลือทั้งหมด

มาร์โก ดมิโตรวิช คือคีย์ของชัยชนะในเชิงการปิดเกม เพราะช่วงที่บิลเบาโหมบุกหลังตามหลัง เขาต้องรับมือกับลูกยิงและลูกเปิดจากด้านข้างหลายระลอก การเซฟสำคัญของเขาช่วยให้เอสปันญอลไม่เสียประตูตีเสมอ และยังช่วยให้ทีมรักษาความมั่นใจในแนวรับได้ตลอด แม้จะต้องเจองานหนักจากการครองบอลและการยิงของบิลเบา แต่ดมิโตรวิชยืนระยะได้ดี และนี่คือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เอสปันญอลเก็บชัยชนะออกจากซาน มาเมสได้สำเร็จ

ไทริส ดอลัน มีบทบาทสำคัญในฐานะคนแอสซิสต์ประตู 1-2 และเป็นทางออกสำคัญเวลาทีมต้องเล่นสวนกลับ เพราะในช่วงที่เอสปันญอลนำแล้วถูกกดดัน การมีผู้เล่นที่พาบอลขึ้นหน้าได้และตัดสินใจจังหวะสุดท้ายได้แม่นยำช่วยให้ทีมไม่ถูกบีบจนรับอย่างเดียว ดอลันจึงช่วยเชื่อมเกมจากรับเป็นรุก ทำให้เอสปันญอลมีทางออกและลดแรงกดดันได้ในหลายช่วง แม้สถิติครองบอลจะเป็นรองมากก็ตาม

ผู้เล่น ทีม บทบาทเด่นในเกม
Álex Berenguer Athletic Bilbao ยิงให้ทีมขึ้นนำ 38’ และมีบทบาทสร้างจังหวะเข้าทำช่วงโหมบุกเพื่อทวงคืน
Carlos Romero Espanyol ยิงตีเสมอ 44’ ก่อนพักครึ่ง เปลี่ยนโมเมนตัมของเกมอย่างชัดเจน
Pere Milla Espanyol ยิงแซงนำ 52’ เป็นประตูชี้เกม ทำให้ทีมเล่นรับเป็นระบบได้เต็มที่
Marko Dmitrović Espanyol เซฟหลายจังหวะช่วงโดนบิลเบาบุกหนัก ช่วยรักษาสกอร์นำจนจบเกม
Tyrhys Dolan Espanyol แอสซิสต์ประตู 1-2 และเป็นทางออกเกมสวนกลับ ช่วยลดแรงกดดันช่วงท้าย

สถิติหลังเกม (ภาพรวม)

สถิติหลังเกมสะท้อนภาพความต่างของ “ปริมาณ” และ “ผลลัพธ์” ได้ชัดเจน บิลเบาครองบอลสูงถึง 65% และมีจำนวนยิงมากกว่า รวมถึงเตะมุมมากกว่า ซึ่งบอกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายกดดันและสร้างสถานการณ์บุกต่อเนื่อง แต่เอสปันญอลยิงเข้ากรอบได้ใกล้เคียงและที่สำคัญคือเปลี่ยนโอกาสสำคัญให้เป็นสองประตูได้สำเร็จ ขณะที่ดมิโตรวิชต้องเซฟมากถึง 6 ครั้ง แสดงว่าเอสปันญอลรับงานหนักจริง แต่ยืนระยะและปิดเกมได้ตามแผน

สถิติ บิลเบา เอสปันญอล
ครองบอล 65% 35%
ยิงทั้งหมด 17 10
ยิงเข้ากรอบ 7 5
เตะมุม 7 4
ฟาวล์ 8 5
เซฟ 3 6

เมื่ออ่านสถิติเข้ากับรูปเกม จะเห็นว่าบิลเบาเหนือกว่าเชิงปริมาณเกือบทุกด้าน แต่ความต่างที่ชี้ผลคือ “ความคม” และ “ความผิดพลาดน้อยกว่า” ของเอสปันญอล ทีมเยือนยิงเข้ากรอบน้อยกว่าเล็กน้อย แต่ใช้โอกาสสำคัญได้เด็ดขาด และเมื่อขึ้นนำแล้วก็มีโกล์ที่ยืนระยะได้ดีจนบิลเบาทวงคืนไม่ได้ เกมนี้จึงเป็นตัวอย่างว่าฟุตบอลไม่ได้ตัดสินด้วยจำนวนครั้งที่บุกหรือครองบอล แต่ตัดสินด้วยการทำประตูในจังหวะสำคัญและการปิดเกมให้ได้เมื่อมีสกอร์นำ

เดิมพันส่งท้ายปี2025 ส่งบิลพร้อมลุ้นรางวัลมายมาย

บทสรุปโดยย่อ

สรุปเกม ลาลีกา สเปน แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล ได้ชัดเจนว่า บิลเบานำก่อน 38’ แต่เสียโมเมนตัมจากการโดนตีเสมอ 44’ ก่อนโดนแซงนำ 52’ หลังจากนั้นเจ้าบ้านโหมบุกหนัก ครองบอลสูงและมีโอกาสยิงต่อเนื่อง แต่จบไม่ลง ขณะที่เอสปันญอลรับเป็นระบบและมีดมิโตรวิชช่วยเซฟสำคัญจนยืนระยะได้ สุดท้ายทีมเยือนเก็บสามแต้มกลับบ้านด้วยความคมในจังหวะตัดสินและการปิดเกมที่มีวินัย

FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกมนี้

Q1: ใครยิงประตูในเกม แอธเลติก บิลเบา 1-2 เอสปันญอล?
A: บิลเบาได้จากอเล็กซ์ เบเรงเกร์ นาที 38 ส่วนเอสปันญอลได้จากคาร์ลอส โรเมโร นาที 44 และเปเร่ มีย่า นาที 52 ซึ่งเป็นสองประตูที่เปลี่ยนเกมจากการตามหลังให้กลายเป็นการแซงชนะได้สำเร็จ

Q2: เกมนี้มีจุดโทษไหม?
A: ไม่มีจุดโทษเกิดขึ้น โดยเกมตัดสินจากประตูช่วงเวลาทองก่อนพักครึ่งและต้นครึ่งหลัง ซึ่งเป็นจังหวะที่ส่งผลต่อแท็กติกและโมเมนตัมของทั้งสองทีมโดยตรง

Q3: จุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดของเกมคืออะไร?
A: จุดเปลี่ยนสำคัญคือประตูตีเสมอนาที 44 ที่ทำให้เกมกลับมาเริ่มใหม่ทันที และประตูแซงนำนาที 52 ที่บีบให้บิลเบาต้องเปิดเกมหนักขึ้นและเสี่ยงมากขึ้น แต่สุดท้ายทวงคืนไม่ได้เพราะจบไม่คมและติดเซฟ

Q4: ทำไมบิลเบาครองบอลมากกว่าแต่แพ้?
A: เพราะเอสปันญอลคมกว่าในจังหวะตัดสิน เปลี่ยนโอกาสสำคัญเป็นสองประตูได้ และมีดมิโตรวิชเซฟหลายครั้งในช่วงโดนบุกหนัก ทำให้บิลเบาแม้จะสร้างโอกาสได้มากแต่ไม่สามารถเปลี่ยนเป็นประตูตีเสมอหรือแซงได้

Q5: ใครคือผู้เล่นเด่นของเกมนี้?
A: ฝั่งเอสปันญอลเด่นที่เปเร่ มีย่า (ประตูชัย) และมาร์โก ดมิโตรวิช (เซฟสำคัญ) ส่วนฝั่งบิลเบาเด่นที่เบเรงเกร์จากการยิงขึ้นนำและมีบทบาทในช่วงโหมบุก แม้สุดท้ายทีมจะไม่สามารถเก็บแต้มได้ก็ตาม