เกมนี้คือภาพของฟุตบอลที่เน้นความรัดกุมและความปลอดภัยเป็นอันดับแรก เพราะทั้งเบิร์นลีย์และเอฟเวอร์ตันต่างเล่นด้วยแนวคิดว่า “ห้ามพลาดก่อน” มากกว่าจะเปิดหน้าแลกจนเกิดช่องโหว่ให้คู่แข่งลงโทษ ผลลัพธ์จึงออกมาเป็นสกอร์ 0-0 ที่แม้ไม่มีประตู แต่มีรายละเอียดให้พูดถึงเยอะ ทั้งเรื่องการรับมือบอลกลางอากาศ การยืนโซนป้องกันลูกตั้งเตะ และการตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายที่ยังไม่เฉียบคมพอจะเปลี่ยนเป็นประตูได้ และนี่คือสรุปครบทุกมุมของ “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เบิร์นลีย์ 0-0 เอฟเวอร์ตัน” ในแบบไฮไลท์ที่อ่านจบแล้วเห็นภาพเกมได้ทันทีหากดูแค่สกอร์ หลายคนอาจคิดว่าเกมจืดหรือไม่ค่อยมีอะไรเกิดขึ้น แต่ความจริงคือเกมแบบไร้สกอร์มักเป็นเกมที่ทั้งสองทีมต้องใช้วินัยสูงมาก โดยเฉพาะเมื่อจังหวะลุ้นหลักมาจากลูกตั้งเตะและบอลครอสเข้าเขตโทษ ทุกครั้งที่บอลลอยเข้ามาในพื้นที่อันตราย ผู้รักษาประตูและแนวรับต้องตัดสินใจภายในเสี้ยววินาทีว่าจะออกมาตัดบอลหรือรอให้กองหลังเคลียร์ ซึ่งเกมนี้ทั้งสองฝั่งทำได้ดีเกือบตลอด 90 นาที จึงกลายเป็นการแบ่งแต้มที่สะท้อนรูปเกมว่าความผิดพลาดเล็ก ๆ เพียงครั้งเดียวอาจเปลี่ยนผลได้ทันที แต่สุดท้ายไม่มีใครพลาดจนถึงขั้นเสียประตู

บทสรุปเกมและผลการแข่งขัน (Match Summary)

เบิร์นลีย์เปิดบ้านเสมอเอฟเวอร์ตัน 0-0 ในเกมที่ภาพรวมค่อนข้างตึงและเน้นความรัดกุมเป็นหลัก ทั้งสองทีมมีช่วงครองบอลสลับกันและพยายามเข้าทำจากริมเส้นกับลูกตั้งเตะ แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบคมพอ รวมถึงผู้รักษาประตูและแนวรับของทั้งสองฝั่งทำหน้าที่ได้ดีทำให้ไม่มีประตูเกิดขึ้นตลอด 90 นาที สุดท้ายจบด้วยการแบ่งแต้มที่สะท้อนรูปเกมว่าใครพลาดก่อนอาจแพ้มากกว่าที่จะกล้าเปิดแลกเต็มตัว

เกมนี้มีลักษณะเป็น “การชิงไหวชิงพริบ” มากกว่าการแลกหมัดกันแบบตรง ๆ เบิร์นลีย์พยายามใช้บอลยาวและการเปิดจากด้านข้างเพื่อหาจังหวะโหม่งหรือบอลตกในเขตโทษ ส่วนเอฟเวอร์ตันก็พยายามใช้ความแข็งแกร่งของแนวรับและรอสวนกลับเร็วผ่านตัวรุกที่เติมขึ้นมาเป็นระลอก จุดที่ทำให้ไม่มีประตูคือเมื่อเกมพาไปถึงจังหวะสุดท้าย ทั้งสองทีมมักติดบล็อก ยิงไม่ตรงกรอบ หรือโดนผู้รักษาประตูอ่านทางได้ทัน ทำให้โอกาสที่มีไม่กลายเป็น “โอกาสทอง” แบบที่เปลี่ยนเกมได้จริง

สรุปสกอร์และสถานะการทำประตู (Scoreline Note)

เพื่อตอบคำถามแบบชัด ๆ สำหรับคนที่เข้ามาอ่านไฮไลท์หลังเกม เกมนี้จบด้วยการเสมอ 0-0 และไม่มีผู้ทำประตูตลอดการแข่งขัน ซึ่งหมายความว่าทั้งสองทีมเก็บแต้มได้ทีมละหนึ่งคะแนน โดยที่เรื่องเด่นที่สุดคือการป้องกันลูกกลางอากาศและการรับมือกับลูกตั้งเตะมากกว่าการสร้างสรรค์เกมรุกที่หวือหวา นี่คือเกมที่ต้องดูจากรายละเอียดมากกว่าดูจากจำนวนประตู

เหตุการณ์สำคัญในสนาม (Key Moments)

ครึ่งแรก — เกมอึดอัด เบิร์นลีย์บอลยาว, เอฟเวอร์ตันตั้งรับรอโต้

ในครึ่งแรก เบิร์นลีย์พยายามเดินเกมในแบบที่ตัวเองถนัดคือเล่นบอลยาวและโยนเข้ากลางเพื่อกดดันแนวรับของเอฟเวอร์ตันให้ต้องเคลียร์บอลต่อเนื่อง โดยหวังให้เกิดบอลตกหรือจังหวะสองที่เก็บได้แล้วจบสกอร์ทันที ขณะเดียวกันเอฟเวอร์ตันเลือกยืนรับเป็นระบบ คุมพื้นที่หน้าเขตโทษและรอจังหวะสวนกลับ ทำให้รูปเกมโดยรวมค่อนข้างอึดอัด โอกาสจะแจ้งไม่ได้มาแบบถี่ ๆ เพราะทั้งสองทีมปิดพื้นที่สำคัญได้ดี และเมื่อบอลเข้าพื้นที่สุดท้ายก็มักถูกสกัดหรือถูกบล็อกก่อนจะเกิดการยิงแบบเน้น ๆ

สิ่งที่เห็นชัดในครึ่งแรกคือการดวลกันของลูกกลางอากาศและการเคลื่อนที่ในกรอบเขตโทษ เบิร์นลีย์พยายามโยนให้กองหน้าหรือผู้เล่นที่เติมขึ้นมาชิงจังหวะโหม่ง ส่วนเอฟเวอร์ตันมีเซ็นเตอร์แบ็กที่แข็งแกร่งอย่างทาร์คอฟสกีและแบรนธ์เวตคอยรับมือ ทำให้หลายจังหวะที่เหมือนจะลุ้นกลับถูกเคลียร์ออกไปได้ก่อนบอลจะตกในพื้นที่อันตรายที่สุด เกมจึงเดินไปแบบระวังตัวสูง และบรรยากาศโดยรวมออกแนว “ใครได้ลูกแรกจะคุมเกมได้ทันที” แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครยิงได้ในครึ่งแรก

ครึ่งหลัง — เกมเปิดขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะเอฟเวอร์ตันที่กดดันมากขึ้น

กลับมาเล่นครึ่งหลัง ทั้งสองทีมเริ่มเพิ่มจังหวะบุกมากขึ้นเล็กน้อย โดยเฉพาะเอฟเวอร์ตันที่มีช่วงกดดันต่อเนื่องและได้โอกาสยิงมากขึ้นจากการขึ้นเกมทางริมเส้นและการเติมของมิดฟิลด์อย่างดูคูเร่ที่พยายามพาบอลเข้าพื้นที่อันตรายให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตามปัญหายังคงเหมือนเดิมคือจังหวะสุดท้ายยังติดบล็อกหรือจบไม่ตรงกรอบ ทำให้ความกดดันไม่กลายเป็นประตูที่ต้องการ ขณะที่เบิร์นลีย์เองก็มีช่วงสวนกลับและการเปิดบอลเข้ากลางที่ทำให้แนวรับทีมเยือนต้องระวังตลอด

เมื่อเกมเปิดขึ้นเล็กน้อย ช่องว่างในแดนกลางเริ่มปรากฏให้เห็นมากขึ้น แต่ทั้งสองทีมยังเลือกเล่นแบบไม่เสี่ยงจนเกินไป การส่งบอลทะลุช่องแบบเสี่ยงเสียบอลกลางสนามจึงไม่ค่อยเกิดขึ้นมากนัก ทำให้ไฮไลท์ของเกมยังวนอยู่กับจังหวะครอส การบุกเป็นชุดสั้น ๆ และการยิงแบบต้องรีบภายใต้การบีบพื้นที่ของคู่แข่ง แม้จะมีความหวาดเสียวเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับครึ่งแรก แต่ก็ยังไม่มากพอจะทำให้เกิดประตู เพราะแนวรับยังอ่านเกมได้ดีและผู้รักษาประตูยังจัดการกับลูกครอสได้อย่างนิ่ง

โอกาสเด่นจากลูกตั้งเตะ — ฟรีคิก/เตะมุม คือแหล่งลุ้นหลัก

หากต้องชี้ว่าเกมนี้ “ลุ้นจากอะไร” คำตอบจะชัดมากว่าเป็นลูกตั้งเตะและบอลครอสเข้าเขตโทษ ทั้งสองทีมมีโอกาสจากฟรีคิกและเตะมุมหลายครั้ง ซึ่งในเกมที่เล่นกันรัดกุม โอกาสจากลูกนิ่งมักมีค่ามาก เพราะไม่ต้องเจาะเกมรับด้วยการต่อบอลยาว ๆ แค่เปิดบอลแม่น ๆ แล้วชิงจังหวะให้ได้ก็มีลุ้นประตูทันที แต่เกมนี้แนวรับทั้งสองฝั่งเตรียมตัวมาดี การยืนตำแหน่ง การประกบตัว และการอ่านจังหวะบอลลอยทำได้แทบไม่มีพลาด ทำให้ลูกนิ่งหลายครั้งจบลงด้วยการเคลียร์ออกไปได้ก่อนจะเกิดช็อตยิงแบบจะแจ้ง

อีกจุดที่ทำให้ลูกตั้งเตะไม่กลายเป็นประตูคือการออกมาตัดบอลของผู้รักษาประตูที่ทำได้มั่นใจ ทั้งทราฟฟอร์ดของเบิร์นลีย์และพิคฟอร์ดของเอฟเวอร์ตันอ่านเกมได้ดี ออกมารับบอลหรือชกบอลในจังหวะที่เหมาะสม ทำให้คู่แข่งไม่สามารถสร้างความโกลาหลหน้าปากประตูได้ตามที่หวัง ยิ่งเกมใกล้จบ ความกดดันจากลูกตั้งเตะยิ่งสูง แต่การตัดสินใจที่นิ่งของผู้รักษาประตูและการช่วยกันเคลียร์ของแนวรับทำให้ความหวาดเสียวเหล่านั้นไม่พัฒนาไปสู่ประตูจริง

ท้ายเกม — เร่งเอาประตูชัยแต่ไม่คมพอ

ช่วงท้ายเกมทั้งสองทีมต่างพยายามเร่งจังหวะเพื่อเอาประตูชัย เพราะการเสมอ 0-0 แม้จะได้แต้ม แต่ในเกมที่โอกาสสูสี แต้มเดียวอาจไม่เพียงพอในภาพรวมของฤดูกาล เบิร์นลีย์มีจังหวะสวนกลับและการเปิดบอลเข้ากรอบเขตโทษที่ทำให้แนวรับเอฟเวอร์ตันต้องเคลียร์แบบฉุกเฉินหลายครั้ง ส่วนเอฟเวอร์ตันเองก็พยายามเพิ่มความถี่ในการบุก ส่งบอลเข้าพื้นที่อันตราย และหาช่องยิงจากระยะที่พอมีลุ้น แต่เมื่อถึงจังหวะจบจริงยังติดปัญหาเดิมคือยิงไม่สะอาดพอหรือโดนบล็อกก่อนบอลจะไปถึงกรอบ

ความตึงของท้ายเกมอยู่ที่การที่ทั้งสองทีมรู้ว่าความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจกลายเป็นการแพ้ทันที ทำให้แม้จะเร่งเกม แต่ก็ยังไม่กล้าเสี่ยงสุดตัวในบางจังหวะ เช่น การดันไลน์สูงแบบไม่เผื่อเกมสวน หรือการเติมกองหลังขึ้นไปจนหมด ทำให้จังหวะสุดท้ายหลายครั้งเป็นการครอสแบบต้องรีบ หรือการยิงในสภาพถูกบีบพื้นที่ ซึ่งยิ่งทำให้ความแม่นยำลดลง สุดท้ายเกมจึงปิดลงด้วยสกอร์ 0-0 แบบที่เหมือนทั้งสองทีม “ไม่แพ้” มากกว่า “อยากชนะ” ในช่วงเวลาสำคัญ

จุดโทษชี้ชะตา และเหตุผลที่ไม่มีประตู

เกมนี้มีจุดโทษหรือไม่?

สำหรับคำถามที่คนดูไฮไลท์มักถามกันเสมอ เกมนี้ไม่มีจุดโทษ และไม่มีการทำประตูจากลูกจุดโทษตลอดทั้งแมตช์ ดังนั้นผลการแข่งขันจึงไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์ชี้ขาดในกรอบเขตโทษแบบลูกโทษ แต่เกิดจากการเล่นในโอเพ่นเพลย์และลูกตั้งเตะที่ทั้งสองทีมพยายามใช้เป็นอาวุธหลัก เมื่อไม่มีจุดโทษ เกมจึงยิ่งเน้นเรื่องความคมและการตัดสินใจในจังหวะสุดท้ายเป็นพิเศษ และในเกมนี้ทั้งสองทีมยังทำตรงนั้นได้ไม่ดีพอที่จะเปลี่ยนเป็นประตู

จังหวะชี้ชะตาของเกมคืออะไร?

จังหวะชี้ชะตาของเกมนี้ไม่ใช่เหตุการณ์เดียวแบบยิงประตูนำหรือใบแดง แต่เป็น “ความล้มเหลวในการเปลี่ยนโอกาสสำคัญให้เป็นประตู” ของทั้งสองทีม โดยเฉพาะจังหวะจากลูกตั้งเตะและบอลครอสที่เข้าเขตโทษหลายครั้ง แต่ถูกแนวรับเคลียร์หรือผู้รักษาประตูจัดการได้หมด ทุกครั้งที่มีลูกนิ่งหรือบอลลอยเข้ามาในกรอบ จะเหมือนมีโอกาสเกิดประตูได้ทันที แต่เมื่อการประกบ การบล็อก และการอ่านบอลทำได้ดี เกมจึงถูกล็อกไว้ที่ 0-0 และกลายเป็นแมตช์ที่แนวรับกับผู้รักษาประตูมีบทบาทเด่นที่สุด

11 ตัวจริงและแผนการเล่น (Lineups & Tactical Setup)

ด้านแท็กติก เบิร์นลีย์มาในระบบ 4-4-2 ซึ่งเหมาะกับการเล่นบอลตรงและการเปิดจากด้านข้าง เพราะมีสองกองหน้าช่วยกดดันแนวรับและช่วยเก็บบอลในกรอบเขตโทษ ส่วนเอฟเวอร์ตันใช้ 4-2-3-1 ที่มีมิดฟิลด์ตัวรับสองคนช่วยกันคุมพื้นที่หน้าแผงหลัง ทำให้ทีมยืนเกมรับได้แน่นและสามารถเปลี่ยนจากรับเป็นรุกผ่านตัวรุกสามคนด้านหลังหน้าเป้าได้รวดเร็ว โครงสร้างเหล่านี้อธิบายได้ว่าทำไมเกมจึงมีลูกครอสและลูกนิ่งเป็นแหล่งโอกาสหลัก เพราะทั้งสองทีมต่างปิดพื้นที่กลางสนามได้ดี ทำให้การเจาะเข้ากลางแบบเนียน ๆ เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก

เบิร์นลีย์ (4-4-2) — รายชื่อ 11 ตัวจริง

เบิร์นลีย์จัดทัพด้วยเจมส์ ทราฟฟอร์ดเฝ้าเสา แนวรับประกอบด้วยคอนเนอร์ โรเบิร์ตส์, ดารา โอเชีย, มักซีม เอสเตฟ และชาร์ลี เทย์เลอร์ แดนกลางเป็นโยฮันน์ เบิร์ก กุดมุนด์สสัน, จอช บราวน์ฮิลล์, ซานเดอร์ เบิร์ก และลูกา โคเลออชโซ โดยมีไลล์ ฟอสเตอร์จับคู่เซกี อัมดูนีในแดนหน้า รายชื่อชุดนี้ชัดเจนว่าเน้นความสมดุลและการเล่นริมเส้นเพื่อเปิดบอลเข้ากลาง พร้อมให้กองกลางวิ่งไล่บีบและเก็บจังหวะสองเพื่อสร้างโอกาสจากความผิดพลาดของคู่แข่ง

Key Players เบิร์นลีย์

ทราฟฟอร์ดเป็นหนึ่งในคนสำคัญที่สุดของเบิร์นลีย์ เพราะการเซฟและการคุมพื้นที่หน้าปากประตูทำให้ทีมไม่เสียประตูในช่วงที่โดนกดดัน บราวน์ฮิลล์วิ่งไม่มีหมด คุมจังหวะและไล่บีบแดนกลาง ช่วยให้ทีมไม่เสียทรงเวลาบอลเปลี่ยนมือ เบิร์กช่วยเชื่อมเกมจากรับเป็นรุกและตัดเกมสวนกลับ ทำให้เอฟเวอร์ตันขึ้นเกมไม่ถนัด ส่วนโอเชียและแนวรับรับมือบอลครอสและลูกตั้งเตะได้ดี ลดความอันตรายจากการโยนบอลเข้ากลางที่เป็นอาวุธหลักของทีมเยือน จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเบิร์นลีย์ถึงรักษาคลีนชีตได้ในเกมที่ตึงแบบนี้

เอฟเวอร์ตัน (4-2-3-1) — รายชื่อ 11 ตัวจริง

เอฟเวอร์ตันส่งจอร์แดน พิคฟอร์ดเฝ้าเสา แผงหลังมีแอชลีย์ ยัง, เจมส์ ทาร์คอฟสกี, จาร์ราด แบรนธ์เวต และวิตาลี มิโคเลนโก แดนกลางตัวรับใช้ไอดริสซา เกย์กับอามาดู โอนานา ส่วนตัวรุกสามคนคือแจ็ค แฮร์ริสัน, อับดูลาย ดูคูเร่ และดไวท์ แม็คนีล โดยมีโดมินิก คัลเวิร์ต-ลูอินยืนหน้าเป้า รายชื่อชุดนี้ทำให้เอฟเวอร์ตันมีความแข็งแรงในเกมรับและมีตัวรุกที่สามารถเติมขึ้นมาสร้างโอกาสได้ แต่เกมนี้ยังขาดความเฉียบในจังหวะสุดท้ายเมื่อได้บอลในพื้นที่อันตราย

Key Players เอฟเวอร์ตัน

พิคฟอร์ดเด่นจากการออกมาตัดบอลและการเซฟจังหวะสำคัญ ช่วยให้ทีมไม่เสียประตูจากลูกครอสหรือบอลตกหน้ากรอบ ทาร์คอฟสกีและแบรนธ์เวตคุมเกมรับลูกกลางอากาศและเคลียร์จังหวะลูกนิ่งได้ดี ทำให้เกมของเบิร์นลีย์ที่หวังใช้บอลยาวไม่เกิดผลเต็มที่ ดูคูเร่พยายามเติมเกมรุกและเร่งจังหวะให้ทีมเปลี่ยนจากรับเป็นรุกเร็วขึ้น ขณะที่คัลเวิร์ต-ลูอินเป็นเป้าหมายบอลยาวและพยายามสร้างโอกาสในกรอบ แต่ยังหาจังหวะจบให้ลงล็อกไม่ได้เมื่อเจอการประกบแน่นและพื้นที่จำกัด จึงทำให้เอฟเวอร์ตันต้องจบเกมด้วยสกอร์ 0-0 แม้จะมีช่วงกดดันอยู่บ้าง

สถิติหลังเกม (ภาพรวม)

สถิติหลังเกมช่วยยืนยันภาพรวมว่าเป็นเกมสูสีและไม่มีฝ่ายใดเหนือกว่าจนควรชนะขาด โดยเอฟเวอร์ตันครองบอลมากกว่าเล็กน้อยและมีจำนวนการยิงมากกว่า แต่ค่า xG ของทั้งสองทีมใกล้เคียงกันและ Big Chances เท่ากัน ซึ่งสะท้อนว่าทั้งสองฝั่งมีโอกาสจะแจ้งพอ ๆ กันแต่ไม่คมพอจะเปลี่ยนเป็นประตู การยิงเข้ากรอบที่ต่างกันเล็กน้อยก็ยังไม่มากพอให้เกิดความแตกต่าง เพราะผู้รักษาประตูทั้งสองฝั่งทำงานได้ดี เกมจึงจบแบบไร้สกอร์อย่างสมเหตุสมผลตามตัวเลขและความรู้สึกจากรูปเกม

สถิติ เบิร์นลีย์ เอฟเวอร์ตัน
ครองบอล 46% 54%
xG 0.85 0.92
ยิงทั้งหมด 10 12
ยิงเข้ากรอบ 3 4
Big Chances 1 1

อ่านสถิติให้เห็นภาพเกม (Interpretation)

ค่า xG 0.85 ต่อ 0.92 และ Big Chances 1 ต่อ 1 คือสัญญาณชัดเจนว่าเกมนี้ไม่ได้มีฝ่ายใดสร้างโอกาสเหนือกว่าอย่างมีนัยสำคัญ ผลเสมอจึงเหมาะสมกับรูปเกม เพราะทั้งสองทีมมีโอกาสพอ ๆ กันแต่ขาดความเฉียบคมในจังหวะสุดท้าย การยิงเข้ากรอบที่เอฟเวอร์ตันมากกว่าเล็กน้อยบอกว่าทีมเยือนมีช่วงที่กดดันได้จริง แต่ความต่างเล็กน้อยนี้ถูกกลบด้วยการทำหน้าที่ของทราฟฟอร์ดและแนวรับเบิร์นลีย์ที่ยืนตำแหน่งดีและเคลียร์บอลได้ทันเวลา

อีกมุมหนึ่งคือการครองบอล 46% ต่อ 54% สะท้อนว่าเอฟเวอร์ตันพยายามคุมเกมมากกว่า แต่เมื่อบุกเข้าไปแล้วเจอพื้นที่แคบและการประกบแน่น การครองบอลจึงไม่แปลเป็นโอกาสทองได้เสมอ ขณะที่เบิร์นลีย์แม้ครองบอลน้อยกว่า แต่เลือกโจมตีด้วยบอลยาวและลูกครอส ซึ่งเป็นวิธีที่สร้างความปั่นป่วนได้บ่อยในเกมแบบนี้ อย่างไรก็ตามเมื่อคู่เซ็นเตอร์ของเอฟเวอร์ตันอ่านบอลดีและพิคฟอร์ดคุมพื้นที่หน้าปากประตูได้มั่นใจ ความปั่นป่วนเหล่านั้นจึงไม่กลายเป็นประตู ทำให้สถิติและรูปเกมไปทางเดียวกันคือ “สูสีแต่ไม่คม”

เดิมพันส่งท้ายปี2025 ส่งบิลพร้อมลุ้นรางวัลมายมาย

บทสรุปโดยย่อ

เกมจบ 0-0 เพราะทั้งสองทีมเน้นความรัดกุมและจบสกอร์ไม่คมพอ แม้จะมีโอกาสจากลูกตั้งเตะและบอลครอสหลายครั้ง แต่แนวรับและผู้รักษาประตูของทั้งเบิร์นลีย์และเอฟเวอร์ตันทำงานได้ดี ทำให้ไม่มีฝ่ายใดเปลี่ยนโอกาสเป็นประตู สุดท้ายแบ่งแต้มกันไปแบบสมเหตุสมผลกับรูปเกม โดยจุดเด่นที่สุดของแมตช์นี้คือการรับมือบอลกลางอากาศและวินัยในการยืนตำแหน่งมากกว่าการเข้าทำที่หวือหวา

หากมองในเชิงความหมาย เกมนี้เป็นเหมือนบทพิสูจน์ว่าการชนะเกมไม่ได้มาจากการสร้างโอกาสอย่างเดียว แต่ต้องมีความคมและความนิ่งในจังหวะสุดท้ายด้วย ซึ่งทั้งสองทีมยังทำได้ไม่ถึงระดับที่จะปิดเกมด้วยประตูชัย อย่างไรก็ตามการได้แต้มจากเกมที่ตึงและมีโอกาสพอ ๆ กันก็มีค่าในพรีเมียร์ลีก เพราะแค่ความผิดพลาดเล็ก ๆ อาจทำให้เสียทั้งหมดได้ เกมนี้ทั้งสองทีมหลีกเลี่ยงความผิดพลาดใหญ่ได้สำเร็จ จึงจบลงด้วยการแบ่งแต้มที่ยุติธรรมต่อรูปเกม

FAQ คำถามที่พบบ่อยจากเกมนี้

1) เกมนี้ใครยิงประตูได้บ้าง?

ไม่มีทีมไหนยิงประตูได้ในเกมนี้ การแข่งขันจบลงด้วยผลเสมอ 0-0 ตลอด 90 นาที โดยโอกาสส่วนใหญ่เกิดจากลูกตั้งเตะและบอลครอสที่เข้าเขตโทษ แต่จังหวะสุดท้ายยังไม่เฉียบคมพอ หรือถูกแนวรับและผู้รักษาประตูจัดการได้หมด จึงทำให้สกอร์ไม่ขยับตลอดทั้งเกม

2) มีจุดโทษไหม?

เกมนี้ไม่มีจุดโทษ และไม่มีประตูจากลูกจุดโทษแต่อย่างใด ทำให้การชี้ขาดผลการแข่งขันขึ้นอยู่กับการเล่นในโอเพ่นเพลย์และลูกตั้งเตะล้วน ๆ เมื่อไม่มีลูกโทษ เกมยิ่งต้องพึ่งความคมในจังหวะสุดท้าย แต่ทั้งสองทีมยังทำได้ไม่ดีพอที่จะเปลี่ยนโอกาสให้กลายเป็นประตูชัย จึงจบลงด้วยผลเสมอแบบไร้สกอร์

3) ทำไมเกมถึงจบ 0-0?

เหตุผลหลักคือทั้งสองทีมจบสกอร์ไม่คม และแนวรับกับผู้รักษาประตูทำหน้าที่ได้ดี โดยเฉพาะการรับมือบอลครอสและลูกตั้งเตะซึ่งเป็นแหล่งโอกาสสำคัญของเกม เมื่อบอลเข้าเขตโทษหลายครั้งถูกสกัดออกหรือถูกผู้รักษาประตูออกมาตัดได้ทัน ทำให้ความหวาดเสียวไม่พัฒนาไปสู่ประตูจริง และเกมจึงถูกล็อกไว้ที่ 0-0 จนจบ

4) โอกาสสำคัญของเกมมาจากอะไร?

โอกาสสำคัญของเกมส่วนใหญ่มาจากลูกตั้งเตะ ไม่ว่าจะเป็นฟรีคิก เตะมุม และบอลครอสเข้ากรอบเขตโทษ เพราะทั้งสองทีมปิดพื้นที่กลางสนามได้ดี ทำให้การเจาะเข้ากลางแบบต่อบอลสวย ๆ เกิดขึ้นไม่บ่อยนัก เมื่อเกมออกหน้าแบบนี้ ทุกลูกนิ่งจึงมีค่า แต่ด้วยการประกบตัวและการอ่านบอลที่ดี โอกาสเหล่านั้นจึงไม่ถูกเปลี่ยนเป็นประตูได้

5) ใครเด่นสุดของเกม (ภาพรวม)?

ผู้รักษาประตูและแนวรับทั้งสองฝั่งเด่นที่สุดในภาพรวม โดยเฉพาะเจมส์ ทราฟฟอร์ดและจอร์แดน พิคฟอร์ดที่ช่วยคุมพื้นที่และจัดการลูกครอสได้ดี รวมถึงคู่เซ็นเตอร์ที่เคลียร์ลูกกลางอากาศและลูกตั้งเตะได้อย่างมีวินัย เมื่อเกมเน้นลูกนิ่งและบอลลอยเป็นหลัก ความนิ่งของแนวรับจึงกลายเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกมจบ 0-0 และไม่มีใครได้ประตูชัย

โดยรวมแล้ว “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ เบิร์นลีย์ 0-0 เอฟเวอร์ตัน” คือเกมที่ไม่มีประตูแต่มีความตึงและมีบททดสอบด้านวินัยเกมรับตลอดทั้งแมตช์ ทั้งสองทีมมีแผนชัดเจนและรับมือกับอาวุธของอีกฝ่ายได้ดี โดยเฉพาะลูกตั้งเตะและบอลครอสที่ถูกเคลียร์ออกไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า หากคุณชอบฟุตบอลที่เน้นแท็กติกและการป้องกัน เกมนี้คือภาพตัวอย่างว่าแค่ความนิ่งและความผิดพลาดที่ไม่เกิดขึ้นก็สามารถกำหนดผลลัพธ์ของ 90 นาทีได้เช่นกัน