โปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ ประจำวันที่ 19 ธันวาคม 2568 จัดที่เวทีมวยตะวันนา เวลา 16:00 น. รายการนี้รวมคู่มวยทั้งหมด 9 คู่ โดยมีทั้งพิกัดเยาวชนในหน่วยกิโลกรัมและคู่พิกัดใหญ่ช่วงท้ายรายการ ทำให้คนดูได้เห็นสไตล์การชกหลากหลายตั้งแต่เกมเร็วจัดจ้านของรุ่นเล็ก ไปจนถึงเกมหนักแน่นที่ต้องใช้ความอึดและการคุมจังหวะในรุ่นใหญ่กว่า ข้อมูลผลชั่งน้ำหนักช่วยให้มองเห็นความพร้อมก่อนชกได้ชัดขึ้น โดยเฉพาะคู่ที่ชั่งขาดหรือชั่งเกินซึ่งมักส่งผลต่อความเร็ว แรงปะทะ และการยืนระยะในช่วงยกท้าย
คู่ที่ 1 เพชรมีชัย โจโจ้มวยไทย vs ทรัพย์ศิริ ส.ศิริรัตน์ (พิกัด 31 กก.)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เพชรมีชัย โจโจ้มวยไทย | 31 กก. | 30.4 | ขาด 0.6 | ทรัพย์ศิริ ส.ศิริรัตน์ | 31 กก. | ตามพิกัด | 0.0 |
คู่เปิดรายการเป็นคู่ที่ผลชั่งน้ำหนักต่างกันชัด เพชรมีชัยชั่งขาดถึง 0.6 ในพิกัด 31 กก. ซึ่งถือว่าขาดค่อนข้างมากสำหรับพิกัดเด็กและอาจส่งผลต่อแรงต้านเมื่อมีการปะทะ ข้อดีที่อาจได้คือความไวและการขยับเข้าออกที่ลื่นขึ้น แต่ข้อที่ต้องระวังคือแรงปลายยกและการรับอาวุธหนักซ้ำ ๆ ขณะที่ทรัพย์ศิริชั่งได้ตามพิกัดจึงดูนิ่งกว่าและมีโอกาสรักษาความแน่นของร่างกายได้ตลอดเกม หากน้ำเงินคุมระยะได้และทำให้แดงต้องยืนรับแรงปะทะมาก เกมมีโอกาสไหลไปทางน้ำเงินในช่วงยกหลัง ๆ
มุมมองรูปเกมของคู่ที่ 1 ในโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ คือแดงควรใช้ความไวเป็นอาวุธหลัก ออกอาวุธแล้วถอย ไม่ยืนปะทะนาน และพยายามทำแต้มให้ชัดตั้งแต่ยกแรกเพื่อสร้างแรงกดดันให้น้ำเงินต้องเร่งเกม ส่วนฝั่งน้ำเงินหากอ่านจังหวะได้ดีควรค่อย ๆ เพิ่มความหนักทีละนิด โดยใช้การปิดระยะให้เกิดการปะทะเป็นช่วง ๆ เพื่อทดสอบแรงต้านของแดง และเมื่อเกมเข้ายกสามสี่ หากแดงเริ่มแผ่ว น้ำเงินจะมีโอกาสทำคะแนนจากความชัดของอาวุธและการยืนทรงที่นิ่งกว่าอย่างเห็นได้ชัด
คู่ที่ 2 ชุมพล ธ.ห้าวหาญ vs สุครีพ เสี่ยปาล์มกรึพาณิชย์ (พิกัด 24 กก.)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ชุมพล ธ.ห้าวหาญ | 24 กก. | 23.7 | ขาด 0.3 | สุครีพ เสี่ยปาล์มกรึพาณิชย์ | 24 กก. | 24.2 | เกิน 0.2 |
คู่ที่ 2 เป็นภาพชัดของการชั่งต่างกันในพิกัดเล็ก ชุมพลชั่งขาด 0.3 ขณะที่สุครีพชั่งเกิน 0.2 ทำให้ความต่างโดยรวมดูเหมือนฝั่งน้ำเงินมีความหนาแน่นกว่า และฝั่งแดงมีความไวมากกว่า ในพิกัด 24 กก. ความต่างเล็ก ๆ สามารถสะท้อนรูปเกมได้ชัด เช่น ฝั่งเกินอาจได้แรงปะทะและการยืนทรงเวลาเข้าประชิด ส่วนฝั่งขาดมักเน้นชิงจังหวะด้วยความเร็วและไม่อยากติดวงในนาน ๆ คู่นี้จึงน่าดูว่าฝ่ายใดจะทำให้เกมเป็นไปตามสไตล์ของตัวเองได้ก่อนตั้งแต่ต้นยก
หากมองเชิงแท็กติกในโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ ฝั่งแดงควรเล่นเกมเข้าออกให้เร็วและสม่ำเสมอ ทำแต้มด้วยอาวุธที่ชัดแล้วถอยทันที เพื่อลดโอกาสโดนชนเสียทรงจากความหนาแน่นของน้ำเงิน ขณะที่ฝั่งน้ำเงินควรพยายามปิดระยะให้เกิดการปะทะเป็นช่วง ๆ และทำอาวุธให้ “เห็นภาพ” เพราะกรรมการมักให้คะแนนกับความชัดและการคุมเกม โดยเฉพาะในคู่ที่น้ำหนักต่างกัน ความเป็นฝ่ายคุมระยะและคุมพื้นที่กลางเวทีมักทำให้คะแนนเอียงไปทางนั้นเมื่อเกมเข้าสู่ยกหลัง ๆ
คู่ที่ 3 ขุมทรัพย์ ส.ประสบโชค vs เพชรแสนคม โจโจ้มวยไทย (พิกัด 25.5 กก.)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ขุมทรัพย์ ส.ประสบโชค | 25.5 กก. | ตามพิกัด | 0.0 | เพชรแสนคม โจโจ้มวยไทย | 25.5 กก. | ตามพิกัด | 0.0 |
คู่ที่ 3 เป็นคู่ที่ชั่งตรงพิกัดทั้งสองฝ่าย จึงตัดตัวแปรเรื่องน้ำหนักออกไปได้มากและทำให้เกมน่าจะวัดกันที่ฝีมือ การคุมจังหวะ และความชัดของอาวุธเป็นหลัก ในพิกัด 25.5 กก. เกมมักออกเร็วและมีการชิงจังหวะเยอะ เมื่อทั้งสองฝ่ายพร้อมพอ ๆ กัน สิ่งที่ทำให้คะแนนต่างคือการออกอาวุธเข้าเป้าแบบต่อเนื่อง การไม่เสียทรงในจังหวะปะทะ และการคุมพื้นที่กลางเวทีให้ได้มากกว่าอีกฝ่าย คู่แบบนี้มักดูสนุกเพราะลุ้นได้ยาวและมีการแก้เกมระหว่างยกให้เห็นชัด
สำหรับโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ คู่ที่ชั่งตรงพิกัดทั้งคู่มักเป็นไฟต์ที่คนดูได้เห็น “ความเป็นมวย” ชัดที่สุด เพราะนักมวยไม่ต้องแบกรับภาระจากการคุมร่างกายที่ผิดพลาด ดังนั้นทั้งขุมทรัพย์และเพชรแสนคมควรเน้นการออกอาวุธให้ชัดในทุกยก โดยเฉพาะท้ายยกซึ่งมักเป็นช่วงที่กรรมการจำภาพได้ง่าย หากฝ่ายใดมีอาวุธหลักที่เด่น เช่น เตะนำแล้วเข้าเป้าต่อเนื่อง หรือมีหมัดสวนที่ทำให้คู่ชกเสียทรงบ่อย ๆ คะแนนจะค่อย ๆ ไหลไปทางนั้นแม้รูปเกมจะสูสีใกล้เคียงกัน
คู่ที่ 4 เพชรการะเกด ก.อ ดิศักดิ์ vs เพชรเก้า ส.วังเสือ (พิกัด 28/28.5 กก.)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เพชรการะเกด ก.อ ดิศักดิ์ | 28 กก. | 27.7 | ขาด 0.3 | เพชรเก้า ส.วังเสือ | 28.5 กก. | ตามพิกัด | 0.0 |
คู่ที่ 4 มีความพิเศษตรงที่พิกัดของสองฝั่งต่างกัน คือแดงพิกัด 28 กก. แต่ขาด 0.3 ขณะที่น้ำเงินพิกัด 28.5 กก. และชั่งตรงพิกัด ทำให้เมื่อมองภาพรวมแล้วน้ำเงินอาจมีความหนาแน่นและแรงต้านมากกว่าอย่างเป็นธรรมชาติ ขณะเดียวกันแดงที่ขาดอาจได้ความไวและการขยับที่คล่องกว่า แต่ต้องระวังเรื่องการปะทะตรง ๆ เพราะยิ่งพิกัดต่างกัน การรับแรงชนหรือรับอาวุธหนักซ้ำ ๆ อาจทำให้เสียทรงและเสียแต้มได้ง่ายกว่า คู่นี้จึงเหมาะกับการจับตาการคุมระยะและการเลือกจังหวะเข้าทำของฝั่งแดงเป็นพิเศษ
ในโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ ฝั่งแดงควรชกแบบฉลาด ออกอาวุธให้ชัดแล้วถอย ไม่ยืนปะทะนาน และพยายามทำแต้มก่อนเพื่อสร้างความกดดันให้น้ำเงินต้องเดินเกม ส่วนฝั่งน้ำเงินหากใช้ความหนาแน่นได้ดีควรค่อย ๆ บี้ให้ติดและทำอาวุธที่หนักและชัดในวงใน หรือกดเกมให้แดงต้องถอยบ่อย ๆ เพราะภาพการเป็นฝ่ายคุมพื้นที่จะทำให้คะแนนได้เปรียบ เมื่อเกมเข้ายกหลัง ๆ หากแดงเริ่มช้าลง น้ำเงินจะยิ่งคุมเกมได้ง่ายขึ้นและมีโอกาสชนะด้วยความชัดของอาวุธและการยืนทรงที่นิ่งกว่า
คู่ที่ 5 รำเชิงไกร หอยหวานโภชนา vs ปาเกียว มวยหูทวีศักดิ์เล็ก (พิกัด 27 กก.)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| รำเชิงไกร หอยหวานโภชนา | 27 กก. | 26.9 | ขาด 0.1 | ปาเกียว มวยหูทวีศักดิ์เล็ก | 27 กก. | ตามพิกัด | 0.0 |
รำเชิงไกรชั่งขาด 0.1 ซึ่งถือว่าขาดเล็กน้อยมากและมักไม่กระทบแรงปลายยกเท่าการขาดหลายขีด ข้อดีคืออาจทำให้ขยับเท้าไวขึ้นและชิงจังหวะได้ดี ส่วนปาเกียวชั่งตรงพิกัดจึงดูนิ่งและมีโอกาสรักษาความแน่นของร่างกายได้ตลอดเกม คู่นี้จึงน่าจะวัดกันที่ความชัดของอาวุธและการคุมระยะมากกว่าความต่างน้ำหนัก เพราะตัวเลขต่างกันเพียง 0.1 ซึ่งในทางปฏิบัติอาจแทบไม่เห็นความแตกต่างชัดหากทั้งคู่ฟิตเท่ากัน
ในโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ คู่ที่ 5 ควรดูว่าใครเริ่มต้นด้วยแผนชัด เช่น เตะนำและถอยคุมเกม หรือเดินบี้ให้เกิดการปะทะเร็ว หากแดงใช้ความไวทำแต้มได้ก่อน เกมจะเปิดให้เล่นลูกโต้และชิงจังหวะมากขึ้น แต่ถ้าน้ำเงินคุมพื้นที่กลางเวทีได้และออกอาวุธเข้าเป้าชัดในช่วงท้ายยก คะแนนจะเอนทางน้ำเงินได้ง่าย เพราะกรรมการมักให้ความสำคัญกับความชัดและภาพรวมของยก โดยเฉพาะการออกอาวุธท้ายยกที่เป็นภาพจำของคะแนนในยกนั้น ๆ
คู่ที่ 6 นิลมณี ก.อ ดิศักดิ์ vs เพชรชานนท์ ศิษย์เจ๊ฝน (พิกัด 27 กก.)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| นิลมณี ก.อ ดิศักดิ์ | 27 กก. | ตามพิกัด | 0.0 | เพชรชานนท์ ศิษย์เจ๊ฝน | 27 กก. | 26.9 | ขาด 0.1 |
คู่ที่ 6 เป็นภาพกลับกับคู่ที่ 5 คือฝั่งแดงชั่งตรงพิกัด ส่วนฝั่งน้ำเงินชั่งขาด 0.1 ความต่างน้อยมากแต่ช่วยให้มองภาพการวางเกมได้ว่าแดงอาจเล่นแบบนิ่งและคุมจังหวะได้ดี ขณะที่น้ำเงินอาจใช้ความไวชิงจังหวะและออกอาวุธเป็นชุดสั้น ๆ ในพิกัด 27 กก. เกมจะเร็วและการอ่านทางสำคัญมาก เพราะการพลาดจังหวะเล็ก ๆ อาจโดนเตะหรือหมัดสวนแล้วเสียทรงทันที เมื่อความต่างน้ำหนักน้อย แปลว่าเกมจะวัดกันที่ความแม่นและความต่อเนื่องของอาวุธมากกว่าแรงปะทะเพียงอย่างเดียว
ในโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ คู่ที่ 6 ควรจับตาว่าใครคุมระยะได้ดีกว่าและใครทำให้คู่ชกเสียจังหวะได้บ่อยกว่า หากแดงคุมพื้นที่กลางเวทีได้และทำให้เกมเป็นจังหวะของตัวเอง น้ำเงินจะต้องเร่งและเสี่ยงเปิดช่องให้โดนสวน แต่ถ้าน้ำเงินใช้ความไวทำแต้มได้ก่อนและคุมเกมให้แดงไล่ตาม ความนิ่งของแดงอาจถูกกดดันจนต้องเปิดเกมมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดที่เกิดความผิดพลาดได้ง่ายในพิกัดเล็ก ดังนั้นช่วงยกแรกยกสองจึงสำคัญมากเพื่อกำหนดทิศทางของเกมทั้งไฟต์
คู่ที่ 7 เพิ่มทรัพย์ ส.ประสพโชค vs กาหยู ระนองมวยไทย (พิกัด 29.5 กก.)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เพิ่มทรัพย์ ส.ประสพโชค | 29.5 กก. | 29.6 | เกิน 0.1 | กาหยู ระนองมวยไทย | 29.5 กก. | ตามพิกัด | 0.0 |
เพิ่มทรัพย์ชั่งเกิน 0.1 เป็นการเกินเล็กน้อยมากและโดยทั่วไปไม่ได้ทำให้ความคล่องหายไปอย่างชัดเจน แต่ก็อาจทำให้เห็นความแน่นขึ้นเล็ก ๆ ในจังหวะปะทะ ขณะที่กาหยูชั่งตรงพิกัดทำให้ภาพรวมดูนิ่งและมีโอกาสคุมจังหวะได้ง่ายกว่า คู่ลักษณะนี้มักวัดกันที่ใครชิงทำแต้มก่อนและใครคุมพื้นที่กลางเวทีได้มากกว่า เพราะความต่างน้ำหนักมีน้อยมากจนการชนะจะไปอยู่ที่ความชัดของอาวุธและความสม่ำเสมอในการออกอาวุธมากกว่าการยืนชนเพียงอย่างเดียว
ในโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ คู่ที่ 7 ควรดูว่าแดงจะใช้ความแน่นบี้ให้ติดวงในหรือจะเลือกชกคุมระยะเพื่อเก็บแต้มแบบปลอดภัย ถ้าแดงพยายามบี้มากเกินไปอาจโดนน้ำเงินชิงจังหวะแล้วออกอาวุธยาวเข้าเป้าชัด ๆ แต่ถ้าแดงเลือกคุมเกมให้เป็นระบบและออกอาวุธให้ชัดจะทำให้คะแนนสูสีและตัดสินกันที่รายละเอียดเล็ก ๆ เช่น ท้ายยก ใครออกอาวุธชัดกว่า ใครไม่เสียทรง และใครเป็นฝ่ายคุมเกมให้คู่ชกต้องถอย ซึ่งมักเป็นภาพที่กรรมการให้ความสำคัญมาก
คู่ที่ 8 ไก่ดำ แบงค์เมืองนนท์ vs มนต์สวรรค์ น้อยจิตเทพ (พิกัด 52 กก.)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| ไก่ดำ แบงค์เมืองนนท์ | 52 | ตามพิกัด | 0.0 | มนต์สวรรค์ น้อยจิตเทพ | 52 | ตามพิกัด | 0.0 |
คู่ที่ 8 เป็นคู่ที่ชั่งตรงพิกัดทั้งสองฝ่ายในพิกัด 52 ทำให้เกมน่าจะวัดกันที่สไตล์การชกและความชัดของอาวุธเต็ม ๆ เมื่อทั้งไก่ดำและมนต์สวรรค์คุมร่างกายได้ตรงพิกัด รูปเกมมักออกมาแบบสูสีและมีการแก้เกมชัดเจนระหว่างยก คนดูควรจับตาว่าใครคุมระยะได้ก่อน ใครเป็นฝ่ายเดินกดเกม และใครทำให้คู่ชกเสียทรงในจังหวะปะทะ เพราะพิกัดระดับนี้แรงปะทะเริ่มเห็นภาพชัด การออกอาวุธที่เข้าเป้าจะส่งผลต่อคะแนนมากขึ้นกว่าพิกัดเล็ก
ในโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ คู่ที่ชั่งตรงพิกัดทั้งคู่มักทำให้การตัดสินอยู่ที่ “ความต่อเนื่อง” และ “ความชัด” ไม่ใช่ความได้เปรียบจากการคุมน้ำหนัก ดังนั้นคู่ที่ 8 ควรดูว่าฝ่ายใดออกอาวุธหลักได้ต่อเนื่องกว่า เช่น เตะนำแล้วสอดหมัด หรือคุมวงในแล้วออกเข่าให้เห็นชัด และใครจัดการท้ายยกได้ดี เพราะท้ายยกมักเป็นช่วงที่กรรมการจำภาพและให้คะแนนจากความชัดเจน หากฝ่ายใดชนะภาพท้ายยกหลายครั้ง คะแนนรวมมักเอนทางนั้นแม้รูปเกมโดยรวมจะสูสีใกล้เคียงกัน
คู่ที่ 9 เพชรพลวัฒน์ ศิษย์หลวงพี่น้ำฝน vs แก่นเพชร เกียรติจันเขียว (พิกัด 129)
| มุมแดง | พิกัด | ชั่งได้ (แดง) | เกิน/ขาด (แดง) | มุมน้ำเงิน | พิกัด | ชั่งได้ (น้ำเงิน) | เกิน/ขาด (น้ำเงิน) |
|---|---|---|---|---|---|---|---|
| เพชรพลวัฒน์ ศิษย์หลวงพี่น้ำฝน | 129 | ตามพิกัด | 0.0 | แก่นเพชร เกียรติจันเขียว | 129 | ตามพิกัด | 0.0 |
คู่ที่ 9 เป็นคู่พิกัดใหญ่ที่ชั่งตรงพิกัดทั้งสองฝ่าย ทำให้เป็นไฟต์ที่น่าจะวัดกันที่ความนิ่ง การคุมจังหวะ และความชัดของอาวุธอย่างแท้จริง เมื่อเพชรพลวัฒน์และแก่นเพชรคุมร่างกายได้ดีทั้งคู่ เกมมักไม่ถูกชี้ขาดด้วยเรื่องแรงตกจากการลดน้ำหนัก แต่จะถูกชี้ด้วยการวางแผน การเลือกจังหวะเข้าทำ และการคุมพื้นที่บนเวที โดยเฉพาะพิกัด 129 การออกอาวุธแต่ละครั้งมีน้ำหนักและเห็นภาพชัดมาก หากฝ่ายใดทำให้อีกฝ่ายเสียทรงหรือเสียการทรงตัวได้บ่อย คะแนนจะเอนไปทางนั้นอย่างรวดเร็ว
ในโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ คู่ปิดรายการเช่นนี้มักมีแรงกดดันสูงและต้องการความนิ่งในการตัดสินใจ ใครใจร้อนอาจเปิดช่องให้โดนสวนแล้วเสียแต้มได้ง่าย ดังนั้นคนดูควรจับตาความชัดของอาวุธหลัก เช่น แข้งหนักที่เข้าเป้า การคุมวงใน และการออกอาวุธท้ายยกเพื่อปิดภาพรวมยกให้เป็นของตัวเอง หากเกมสูสี การชนะภาพท้ายยกและการไม่เสียทรงในจังหวะปะทะจะเป็นตัวตัดสินที่สำคัญมาก และทำให้คะแนนรวมออกมาชัดเจนขึ้นแม้รูปเกมจะใกล้เคียงกันตลอดทั้งไฟต์
สำหรับคอวัวชนตัวจริง การติดตามชมการแข่งขันสดๆ
ไม่พลาดทุกความเคลื่อนไหว เว็บดูวัวชนสด อันดับ 1 ที่ให้ประสบการณ์ที่ดีที่สุด
สรุปภาพรวมรายการ
ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ วันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 เริ่มเวลา 16:00 น. ที่เวทีมวยตะวันนา มีทั้งหมด 9 คู่ ไฮไลต์ผลชั่งที่ควรจับตาคือคู่ที่ 1 เพชรมีชัยขาด 0.6 ซึ่งเป็นการขาดมากที่สุดในโพยนี้ ขณะที่คู่ที่ 2 เป็นภาพชัดของ “ขาด vs เกิน” เมื่อชุมพลขาด 0.3 และสุครีพเกิน 0.2 ส่วนคู่ที่ 3, คู่ที่ 8 และคู่ที่ 9 ชั่งตรงพิกัดทั้งสองฝ่ายจึงน่าจะวัดกันที่ฝีมือและความชัดของอาวุธเป็นหลัก ใครคุมพื้นที่ คุมจังหวะ และออกอาวุธเข้าเป้าชัดกว่าก็มีโอกาสเก็บคะแนนได้มากกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับคนดูที่ชอบเกมเร็ว คู่พิกัด 24–31 กก. ในรายการนี้น่าจะให้ความสนุกแบบจังหวะถี่และการชิงจังหวะที่ละเอียดมาก ขณะที่คู่พิกัด 52 กก. และ 129 ช่วงท้ายจะเปลี่ยนโทนเป็นเกมที่เน้นความนิ่ง การคุมระยะ และการออกอาวุธให้ชัดเพื่อทำคะแนน เพราะพิกัดใหญ่กว่าแรงปะทะจะเห็นภาพชัดและการยืนทรงสำคัญมาก โดยการดูโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ ให้คุ้มที่สุดคือดูผลชั่งประกอบกับสไตล์การชก เช่น ฝั่งที่ขาดมากอาจเน้นความไวและเลี่ยงปะทะ ส่วนฝั่งที่เกินมักพยายามบี้ให้ติดวงในเพื่อใช้ความหนาแน่นให้เกิดประโยชน์
อินไซต์รวมจากผลชั่งน้ำหนักทั้งรายการ
เมื่อสรุปผลชั่งน้ำหนักของโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ จะเห็นว่าฝั่งที่ชั่งขาดมากที่สุดคือเพชรมีชัยที่ขาด 0.6 รองลงมาคือชุมพลและเพชรการะเกดที่ขาด 0.3 เท่ากัน ส่วนฝั่งที่ชั่งเกินมากที่สุดคือสุครีพที่เกิน 0.2 และเพิ่มทรัพย์ที่เกิน 0.1 ขณะที่คู่ที่ชั่งตรงพิกัดทั้งสองฝ่ายมี 3 คู่คือคู่ที่ 3, คู่ที่ 8 และคู่ที่ 9 ซึ่งมักเป็นไฟต์ที่วัดกันที่ฝีมือและความชัดของอาวุธมากกว่าปัจจัยน้ำหนัก ทำให้คนดูเลือกโฟกัสตามสไตล์ที่ชอบได้ง่ายขึ้น
ในรายการที่มีทั้งพิกัดเล็กและพิกัดใหญ่ การดูผลชั่งน้ำหนักมีประโยชน์ต่างกัน พิกัดเล็กความต่างไม่กี่ขีดอาจเห็นผลชัดในความเร็วและแรงต้าน ส่วนพิกัดใหญ่ความสำคัญจะอยู่ที่ความอึดและการรักษาทรงในยกท้าย ๆ ดังนั้นการดูโปรแกรมมวย ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ ให้สนุกขึ้นคือการสังเกตว่าใครเริ่มเกมด้วยแผนชัด ใครคุมระยะได้ และใครรักษาความต่อเนื่องของอาวุธได้จนจบ เพราะสุดท้ายแล้วคะแนนมักตัดสินจากความชัดของอาวุธและการคุมเกมมากกว่าตัวเลขบนตาชั่งเพียงอย่างเดียว
คำถามที่พบบ่อย
ศึกดาวรุ่ง น. สงวนพงศ์ จัดวันศุกร์ที่ 19 ธันวาคม 2568 เวลา 16:00 น. ณ เวทีมวยตะวันนา โดยมีทั้งหมด 9 คู่และมีพิกัดกิโลกรัมหลายคู่ซึ่งเป็นเกมเร็วและละเอียด หากคุณต้องการอ่านผลชั่งให้ถูก ให้นึกง่าย ๆ ว่า “ขาด” คือชั่งต่ำกว่า และรูปแบบตัวเลขตามด้วย “-0.x” คือการชั่งเกินตามตัวเลขนั้น ส่วน “ตามพิกัด” คือชั่งตรงพอดี เมื่ออ่านได้ถูกแล้วคุณจะติดตามรูปเกมได้สนุกขึ้น เพราะจะเห็นชัดว่าคู่ไหนน่าจะเน้นความไว คู่ไหนน่าจะเน้นความแน่น และคู่ไหนที่วัดกันที่ฝีมือเต็ม ๆ จากการคุมร่างกายที่ลงตัวทั้งสองฝ่าย

