ศึกไฮไลท์บอลค่ำคืนที่แฟนบอลรอคอยในหัวข้อโฟกัส “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้” จบลงด้วยชัยชนะของทีมเยือนจากประตูตัดสินช่วงท้ายเกม นาทีที่ 83 หลังจากรูปเกมเต็มไปด้วยการครองบอลของซิตี้และการตั้งรับอย่างมีวินัยของฟอเรสต์ที่หวังโจมตีด้วยสวนกลับเร็วตลอดทั้ง 90 นาที

แม้ซิตี้จะคุมจังหวะและครองบอลได้มากกว่าอย่างชัดเจน แต่ฟอเรสต์ไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ และแสดงให้เห็นว่าพวกเขามีทีเด็ดจากการเปลี่ยนรับเป็นรุกที่คมกริบ จนสามารถตีเสมอได้ในครึ่งหลัง ก่อนที่ซิตี้จะงัดคุณภาพจังหวะสุดท้ายออกมาเฉือนชนะ 2-1 พร้อมทิ้งประเด็นถกเถียงจากจังหวะก่อนเกิดประตูชัยที่ทำให้แฟนเจ้าบ้านไม่พอใจ

สรุปผลการแข่งขันแบบเร็ว (Quick Summary)

เกม “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้” มีผู้ทำประตูครบทั้งสองฝั่ง โดยซิตี้ขึ้นนำก่อนในนาที 48 จาก ตียานี ไรจ์นเดอร์ส จากนั้นฟอเรสต์ตอบโต้ทันควันตีเสมอในนาที 54 จาก โอมาริ ฮัตชินสัน ก่อนที่ รายาน แชร์กี จะกลายเป็นฮีโร่ซัดประตูชัยนาที 83 ทำให้ทีมเยือนเก็บสามแต้มสำคัญกลับบ้านได้สำเร็จ

จุดเปลี่ยนสำคัญของเกมนี้ไม่ใช่ลูกจุดโทษ เพราะทั้งเกมไม่มีการได้จุดโทษเลย แต่เป็นการที่ซิตี้ยิงนำต้นครึ่งหลังจนทำให้เกมเปิดมากขึ้น ส่งผลให้ฟอเรสต์มีพื้นที่สวนกลับและตีเสมอได้ อย่างไรก็ตามช่วงท้ายเกมคุณภาพในพื้นที่สุดท้ายของซิตี้ โดยเฉพาะแชร์กี ยังเฉียบคมพอจะปิดจ็อบ พร้อมเกิดดราม่าถกเถียงเรื่องการฟาวล์ในจังหวะก่อนนำไปสู่ประตูชัย

รายการ รายละเอียด
ผลการแข่งขัน น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้
ผู้ทำประตู 48’ ตียานี ไรจ์นเดอร์ส (ซิตี้), 54’ โอมาริ ฮัตชินสัน (ฟอเรสต์), 83’ รายาน แชร์กี (ซิตี้)
ครองบอล ฟอเรสต์ 34% – 66% ซิตี้
xG ฟอเรสต์ 0.59 – 1.39 ซิตี้
จุดโทษ ไม่มี

รูปเกมโดยรวม: ซิตี้คุมบอล ฟอเรสต์รอสวน

ทำไมแมนฯ ซิตี้เหนือกว่าชัดเจน

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แสดงภาพจำของทีมที่ถนัดการครองบอลและคุมจังหวะได้ตั้งแต่เริ่มเกม การต่อบอลในแดนกลางทำให้พวกเขาค่อย ๆ บีบพื้นที่ของฟอเรสต์และพยายามเจาะแนวรับด้วยการขยับตำแหน่งของตัวรุกหลายคนสลับกันเข้ามารับบอลในพื้นที่ครึ่งช่อง แต่ด้วยการยืนโซนรับที่แน่นของเจ้าบ้านทำให้ครึ่งแรกซิตี้มีโอกาสมากก็จริง ทว่ายังจบสกอร์แบบจะแจ้งไม่สำเร็จ

เมื่อดูภาพรวมทั้งเกม ซิตี้ไม่ได้แค่ครองบอลมากกว่า แต่ยังสร้างโอกาสยิงได้เหนือกว่าชัดเจน ทั้งจำนวนการยิงและคุณภาพโอกาสที่สะท้อนผ่านค่า xG ที่สูงกว่า ความแตกต่างนี้ทำให้เห็นว่าทีมเยือนไม่ได้คุมเกมเพื่อความสวยงาม แต่คุมเพื่อสร้างจังหวะเข้าทำให้ต่อเนื่อง และพอจังหวะเริ่มคลี่คลายหลังพักครึ่งก็สามารถปลดล็อกสกอร์ได้ตามแผนที่วางไว้

แผนของฟอเรสต์ที่ทำให้เกมสูสี

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เลือกเล่นด้วยความรัดกุม ใช้วินัยเกมรับเป็นฐานและเน้นการยืนโซนให้เป็นระเบียบเพื่อลดพื้นที่ระหว่างไลน์ การตัดช่องจ่ายและการถอยลงมาช่วยเกมรับของตัวรุกทำให้ซิตี้ต้องวนบอลหาโอกาสอยู่หลายครั้ง จนภาพในครึ่งแรกกลายเป็นซิตี้บุกมากกว่าแต่เจาะไม่เข้า ขณะที่ฟอเรสต์รอโอกาสเพียงไม่กี่ครั้งแต่หวังให้ “คม” เมื่อได้สวน

จุดเด่นของฟอเรสต์คือการเปลี่ยนสถานะจากรับเป็นรุกแบบรวดเร็ว เมื่อแย่งบอลได้จะพยายามจ่ายขึ้นหน้าและพาบอลไปยังพื้นที่ว่างทันที โดยมีตัวเชื่อมอย่าง มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ และความเร็วของแนวรุกช่วยเพิ่มอันตราย รูปแบบนี้ทำให้ซิตี้ต้องระวังการเสียบอลในจุดเสี่ยง เพราะต่อให้ครองบอลเยอะ แต่หากโดนสวนกลับหนึ่งจังหวะก็มีสิทธิ์เสียประตูได้ ซึ่งสุดท้ายฟอเรสต์ก็ทำสำเร็จในนาที 54

ไทม์ไลน์เหตุการณ์สำคัญ (Match Timeline)

ครึ่งแรก (0-0): ซิตี้บุกมากกว่าแต่เจาะไม่เข้า

45 นาทีแรกจบลงด้วยสกอร์ 0-0 และเป็นช่วงเวลาที่สะท้อนคอนทราสต์ของสองทีมได้ดี ซิตี้ครองบอล เดินเกม และพยายามสร้างช่องจากการขยับตำแหน่งของตัวรุก ขณะที่ฟอเรสต์เลือกตั้งรับเป็นกลุ่ม รักษาระยะห่างระหว่างผู้เล่นไม่ให้แนวรับแตกออกจากกันง่าย ๆ ทำให้จังหวะสุดท้ายของซิตี้ยังไม่เด็ดขาดพอ แม้จะมีการบุกต่อเนื่องก็ตาม

ในมุมของฟอเรสต์ ครึ่งแรกคือการทำตามแผนอย่างมีวินัย พวกเขายอมปล่อยพื้นที่บางโซนเพื่อป้องกันพื้นที่อันตรายหน้ากรอบเขตโทษ และพยายามบีบให้ซิตี้เล่นออกด้านข้างมากขึ้น เมื่อต้องป้องกันลูกครอสหรือจังหวะสอง ฟอเรสต์ยังช่วยกันได้ดี ทำให้เกมยังคงสูสีในเชิงสกอร์ และเปิดทางให้พวกเขารอจังหวะสวนกลับเพื่อเปลี่ยนโมเมนตัมในครึ่งหลัง

นาที 48: ซิตี้ขึ้นนำ 0-1 (Tijjani Reijnders)

หลังเริ่มครึ่งหลังไม่นาน ซิตี้ก็ปลดล็อกได้ในนาที 48 จากการจบสกอร์ของ ตียานี ไรจ์นเดอร์ส ประตูนี้เหมือนการ “ปล่อยน้ำหนักเกม” ที่ซิตี้แบกไว้ในครึ่งแรก เพราะเมื่อขึ้นนำได้ เกมที่เคยเป็นการคุมบอลเพื่อหาช่องกลายเป็นการคุมบอลเพื่อควบคุมสถานการณ์ และบังคับให้ฟอเรสต์ต้องยกเกมขึ้นมาสูงกว่าเดิมเพื่อไล่ตีเสมอ

การขึ้นนำต้นครึ่งหลังมีผลทางแท็กติกชัดเจน เพราะฟอเรสต์เริ่มต้องเสี่ยงมากขึ้นเพื่อสร้างโอกาสยิง สิ่งนี้ทำให้เกมเปิดและมีพื้นที่ว่างเพิ่มขึ้นทั้งสองฝั่ง แม้ซิตี้จะได้เปรียบในเรื่องการครองบอล แต่การเปิดเกมของฟอเรสต์ก็ทำให้พวกเขามีโอกาสสวนกลับในจังหวะที่ซิตี้เติมเกมรุกสูงขึ้น ซึ่งกลายเป็นฉากนำไปสู่ประตูตีเสมอในอีกไม่กี่นาทีถัดมา

นาที 54: ฟอเรสต์ตีเสมอ 1-1 (Omari Hutchinson)

ฟอเรสต์ใช้เวลาไม่นานในการตอบโต้ และทำได้จริงในนาที 54 จาก โอมาริ ฮัตชินสัน ที่จบสกอร์อย่างเฉียบคมในจังหวะสวนกลับเร็ว ประตูนี้เปลี่ยนบรรยากาศของเกมทันที เพราะจากที่ซิตี้คุมเกมและได้ประตูนำ กลายเป็นเกมที่ทุกอย่างกลับมาเริ่มนับหนึ่งใหม่ และแฟนเจ้าบ้านกลับมามีความหวังในสนามอย่างชัดเจน

ความสำคัญของประตูตีเสมอไม่ได้อยู่แค่ตัวเลขบนสกอร์บอร์ด แต่คือการยืนยันว่าแนวคิดการเล่นของฟอเรสต์ใช้ได้ผล พวกเขาไม่จำเป็นต้องครองบอลมากก็สามารถทำให้คู่แข่งเจ็บได้ด้วยการเลือกจังหวะที่ถูกต้อง การจบสกอร์ของฮัตชินสันยังสะท้อนว่าฟอเรสต์ “คม” เมื่อได้โอกาสสำคัญ และโมเมนตัมที่เอนมาทางเจ้าบ้านทำให้เกมช่วงกลางครึ่งหลังเข้มข้นขึ้นแบบเห็นได้ชัด

นาที 83: ประตูชัยซิตี้ 1-2 (Rayan Cherki)

เมื่อเกมเดินเข้าสู่ช่วงท้าย ความละเอียดในพื้นที่สุดท้ายกลายเป็นตัวชี้ขาด และซิตี้เป็นฝ่ายทำได้ดีกว่าในนาที 83 รายาน แชร์กี ยิงประตูชัยให้ทีมเยือน นี่คือจังหวะที่ทำให้ซิตี้เก็บสามแต้มเต็ม ๆ ได้สำเร็จ และตอกย้ำว่าทีมใหญ่มีความสามารถในการตัดสินเกมแม้ในวันที่เจอเกมรับแน่นและถูกบีบให้ต้องหาทางออกใหม่ ๆ ตลอดทั้งเกม

ประตูชัยนาที 83 ยังทำให้ช่วงเวลาที่เหลือเต็มไปด้วยความตึงเครียด เพราะฟอเรสต์พยายามเร่งเครื่องเพื่อทวงประตูคืน ขณะที่ซิตี้ต้องบริหารเกมไม่ให้เสียสมดุลและป้องกันการสวนกลับแบบฉับพลัน ในแง่ของความรู้สึกแฟนบอล เจ้าบ้านยิ่งไม่พอใจมากขึ้นเพราะมีการถกเถียงถึงจังหวะก่อนเกิดประตูว่าอาจมีการฟาวล์หรือไม่ จึงทำให้เกมนี้ถูกพูดถึงทั้งเรื่องผลและเรื่องจังหวะตัดสิน

ช่วงเวลา เหตุการณ์ สกอร์
ครึ่งแรก ซิตี้บุกมากกว่า ฟอเรสต์ยืนโซนรับและรอสวน 0-0
48’ ตียานี ไรจ์นเดอร์ส ยิงให้ซิตี้ขึ้นนำ 0-1
54’ โอมาริ ฮัตชินสัน ยิงตีเสมอจากสวนกลับเร็ว 1-1
83’ รายาน แชร์กี ยิงประตูชัย พร้อมประเด็นถกเถียงจังหวะก่อนหน้า 1-2

ดราม่าการตัดสินและ “จังหวะชี้ชะตา”

เกมนี้มีจุดโทษไหม?

แม้เกมจะเข้มข้นและมีการปะทะในหลายจังหวะ แต่การแข่งขันนัดนี้ไม่มีการได้จุดโทษจากทั้งสองทีม ทำให้บทสรุปของเกมขึ้นอยู่กับการเล่นโอเพ่นเพลย์ล้วน ๆ และความเฉียบคมในการจบสกอร์ในจังหวะที่มีจำกัด การไม่มีจุดโทษยังทำให้ประเด็นหลักย้ายไปอยู่ที่ “จังหวะก่อนเกิดประตู” มากกว่าการตัดสินในเขตโทษโดยตรง

ทำไมแฟนฟอเรสต์ไม่พอใจหลังประตูชัย?

หลังประตูชัยนาที 83 ของซิตี้ มีเสียงถกเถียงจากฝั่งฟอเรสต์ว่าในจังหวะก่อนเกิดประตูอาจมีการฟาวล์หรือการปะทะที่ควรถูกเป่าหยุดเกม ประเด็นนี้ทำให้บรรยากาศช่วงท้ายเดือดขึ้น เพราะในเกมที่สูสีและโอกาสน้อย การตัดสินเพียงจังหวะเดียวสามารถเปลี่ยนผลลัพธ์ได้ทันที จึงไม่แปลกที่แฟนบอลเจ้าบ้านจะรู้สึกคาใจ

อย่างไรก็ตาม ในมุมของรูปเกมโดยรวม ซิตี้ยังเป็นทีมที่สร้างโอกาสได้มากกว่าและมีค่า xG สูงกว่า ซึ่งสะท้อนว่าพวกเขามีจังหวะเข้าทำที่เป็นระบบและได้ลุ้นหลายครั้งกว่า แต่ฟุตบอลคือเกมที่ตัดสินกันด้วยประตู และจังหวะที่ถูกพูดถึงเกิดขึ้นในวินาทีสำคัญที่สุดของเกม ทำให้ดราม่าหลังเกมกลายเป็นอีกเรื่องที่ถูกพูดถึงควบคู่กับฟอร์มการเล่นและผลการแข่งขัน

รายชื่อ 11 ตัวจริงและแผนการเล่น (Lineups & Formation)

ทั้งสองทีมมาในระบบ 4-2-3-1 เหมือนกัน แต่แนวคิดแตกต่างกันชัดเจน ซิตี้เน้นครองบอล ค่อย ๆ ต่อยอดเกมรุกจากแดนกลางไปสู่พื้นที่สุดท้าย ขณะที่ฟอเรสต์เน้นความแน่นของบล็อกเกมรับและใช้ความเร็วในการโต้กลับ การมีรายชื่อผู้เล่นที่เหมาะกับบทบาททำให้เห็นความตั้งใจของโค้ชทั้งสองฝ่ายตั้งแต่ก่อนเริ่มเกม และเป็นเหตุผลที่รูปเกมออกมาชัดเจนตามสไตล์

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ (4-2-3-1)

ตำแหน่ง ผู้เล่น
ผู้รักษาประตู John Victor
กองหลัง Nicolo Savona, Nikola Milenkovic, Murillo, Neco Williams
กองกลางตัวรับ Elliot Anderson, Nicolás Dominguez
ตัวรุก Omari Hutchinson, Morgan Gibbs-White, Callum Hudson-Odoi
กองหน้า Igor Jesus

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (4-2-3-1)

ตำแหน่ง ผู้เล่น
ผู้รักษาประตู Gianluigi Donnarumma
กองหลัง Matheus Nunes, Ruben Dias, Josko Gvardiol, Nico O’Reilly
กองกลาง Nico González, Tijjani Reijnders
ตัวรุก Rayan Cherki, Bernardo Silva, Phil Foden
กองหน้า Erling Haaland

Key Players – ใครเปลี่ยนเกม?

คีย์แมนฝั่งฟอเรสต์

โอมาริ ฮัตชินสัน คือคนที่ทำให้เกมกลับมามีชีวิตด้วยประตูตีเสมอในนาที 54 จังหวะจบสกอร์ของเขาไม่เพียงเพิ่มความมั่นใจให้เพื่อนร่วมทีม แต่ยังบีบให้ซิตี้ต้องกลับมาเร่งเกมอีกครั้งและระมัดระวังการสวนกลับมากขึ้น ขณะเดียวกัน มอร์แกน กิ๊บส์-ไวท์ ทำหน้าที่เชื่อมเกมสวนกลับและพาบอลเข้าสู่พื้นที่อันตรายได้ดี ช่วยให้ฟอเรสต์ไม่กลายเป็นทีมที่ตั้งรับอย่างเดียวจนขาดมิติในเกมรุก

อีกคนที่บทบาทสำคัญคือ อิกอร์ เฆซุส ที่มีส่วนกับจังหวะสำคัญและช่วยพักบอลในช่วงที่ทีมต้องการหายใจจากการโดนกดดัน การมีศูนย์หน้าที่สามารถยื้อบอลและเชื่อมเกมได้ทำให้ฟอเรสต์มีเวลายกไลน์ขึ้นและจัดระเบียบการสวนกลับได้ดีขึ้น แม้โดยภาพรวมโอกาสยิงจะน้อยกว่า แต่การมีผู้เล่นที่ทำงานตรงบทบาททำให้แผนรับแน่น-สวนกลับยังเป็นอาวุธที่อันตรายต่อคู่แข่งเสมอ

คีย์แมนฝั่งแมนฯ ซิตี้

รายาน แชร์กี คือชื่อที่ถูกพูดถึงมากที่สุด เพราะเขามีทั้ง 1 ประตูและ 1 แอสซิสต์ รวมถึงประตูชัยนาที 83 ที่ปิดเกมให้ทีมเยือน ความสามารถในการหาพื้นที่และตัดสินใจในจังหวะสำคัญคือความแตกต่างระหว่างการ “คุมเกม” กับการ “ชนะเกม” และนี่คือสิ่งที่แชร์กีทำได้อย่างชัดเจนในนัดนี้ ทำให้ซิตี้ไม่ต้องเสียแต้มในเกมที่เจอแนวรับมีวินัย

ตียานี ไรจ์นเดอร์ส ก็สำคัญไม่แพ้กัน เพราะเป็นคนยิงปลดล็อกนาที 48 ทำให้ซิตี้ได้เปรียบในเชิงแท็กติกและบังคับให้ฟอเรสต์ต้องเปิดเกมมากขึ้น ส่วน โยชโก้ กวาร์ดิโอล มีส่วนร่วมกับประตูชัยในฐานะแอสซิสต์และช่วยพยุงเกมรับเมื่อทีมต้องระวังการสวนกลับ ช่วงท้ายเกมจึงเห็นชัดว่าซิตี้มีทั้งคุณภาพเกมรุกและความนิ่งพอจะปิดจ็อบในสถานการณ์กดดัน

สถิติหลังเกม (Match Stats)

ตัวเลขหลังเกมช่วยยืนยันสิ่งที่ตาเห็นตลอด 90 นาทีว่าซิตี้เป็นฝ่ายครองเกมมากกว่าอย่างชัดเจน ทั้งการครองบอล 66% เทียบกับฟอเรสต์ 34% รวมถึงค่า xG ที่ซิตี้ทำได้ 1.39 สูงกว่าฟอเรสต์ 0.59 และจำนวนการยิงที่ซิตี้มากถึง 16 ครั้ง เทียบกับฟอเรสต์ 7 ครั้ง อย่างไรก็ตาม เกมนี้ยังสะท้อนว่าฟอเรสต์สามารถสร้างโอกาสใหญ่ได้เช่นกัน เพราะ Big Chances เท่ากันที่ 1 ต่อ 1

สถิติ ฟอเรสต์ แมนฯ ซิตี้
ครองบอล 34% 66%
xG 0.59 1.39
ยิงทั้งหมด 7 16
Big Chances 1 1

อ่านสถิติให้เห็นภาพ

เมื่อซิตี้ครองบอลมากกว่า เกมจึงถูกเล่นในแดนของฟอเรสต์เป็นเวลานาน นั่นทำให้ทีมเยือนมีจังหวะเข้าทำต่อเนื่อง และต่อให้เจอแนวรับที่แน่นก็ยังสะสมโอกาสจนเกิดประตูได้ แต่ฟอเรสต์เองก็ไม่ได้ถูกปิดตาย เพราะการสวนกลับที่เฉียบคมทำให้พวกเขามีโอกาสคุณภาพสูงในจังหวะที่เหมาะสม การที่ Big Chances เท่ากันจึงชี้ว่าฟอเรสต์ “เลือกจังหวะ” ได้ดี แม้จะมีโอกาสน้อยกว่าโดยรวม

สิ่งที่ตัดสินเกมท้ายที่สุดคือความคมและความนิ่งในจังหวะสุดท้าย ซิตี้มีผู้เล่นที่สามารถสร้างความแตกต่างจากโอกาสเพียงไม่กี่จังหวะในช่วงท้ายเกม ขณะที่ฟอเรสต์แม้จะมีช่วงเวลาที่โมเมนตัมเป็นใจหลังตีเสมอ แต่ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสที่มีให้เป็นประตูเพิ่มได้ ความแตกต่างเล็ก ๆ นี้คือเหตุผลที่เกมจบลงด้วยสกอร์ 1-2 และกลายเป็นอีกนัดที่ซิตี้เก็บแต้มได้ตามเป้าหมาย

เดิมพันส่งท้ายปี2025 ส่งบิลพร้อมลุ้นรางวัลมายมาย

บทสรุปเกม (Final Takeaway)

หากสรุปให้ชัด เกม “พรีเมียร์ลีก อังกฤษ น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ 1-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้” คือเกมที่ซิตี้เหนือกว่าในภาพรวมด้วยการครองบอลและสร้างโอกาส แต่ฟอเรสต์เล่นได้ตามแผน มีระเบียบ และใช้สวนกลับได้อันตรายจนตีเสมอได้สำเร็จ ช่วงเวลาหลังจากสกอร์ 1-1 ทำให้เกมเปิดและลุ้นกันทุกจังหวะ เพราะทั้งสองทีมต่างมีทางชนะของตัวเองที่แตกต่างกัน

อย่างไรก็ตาม ประตูชัยของรายาน แชร์กี ในนาที 83 คือภาพแทนของ “คุณภาพทีมใหญ่” ที่สามารถตัดสินเกมในช่วงที่ทุกอย่างอึดอัดและคู่แข่งตั้งรับดีได้ แม้จะมีประเด็นถกเถียงเรื่องจังหวะก่อนเกิดประตู แต่ในเชิงฟุตบอล ซิตี้แสดงให้เห็นว่าพวกเขามีความหลากหลายและความเฉียบคมพอจะเปลี่ยนความได้เปรียบเป็นสามแต้ม ขณะที่ฟอเรสต์ได้บทเรียนว่าความละเอียดช่วงท้ายคือสิ่งที่ต้องยกระดับ

FAQ – คำถามที่พบบ่อยจากเกมนี้

1) ใครยิงให้แมนฯ ซิตี้?

ผู้ทำประตูให้แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ในเกมนี้มี 2 คนคือ ตียานี ไรจ์นเดอร์ส ที่ยิงประตูขึ้นนำในนาที 48 และ รายาน แชร์กี ที่ยิงประตูชัยในนาที 83 โดยแชร์กียังมีส่วนกับเกมรุกอย่างเด่นชัดจนถูกมองว่าเป็นผู้ตัดสินเกมในค่ำคืนนี้ ทั้งจากการสร้างโอกาสและการจบสกอร์ที่เด็ดขาดในช่วงเวลาสำคัญที่สุด

2) ฟอเรสต์ได้ประตูจากใคร?

น็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ ได้ประตูตีเสมอจาก โอมาริ ฮัตชินสัน ในนาที 54 ซึ่งเป็นจังหวะสวนกลับเร็วและจบสกอร์อย่างเฉียบคม ประตูนี้ทำให้โมเมนตัมของเกมเปลี่ยนไปทันที เพราะจากที่ซิตี้คุมสถานการณ์หลังขึ้นนำ กลับต้องมาเริ่มเกมใหม่อีกครั้ง และทำให้ช่วงกลางถึงท้ายครึ่งหลังมีความเข้มข้นสูงขึ้นแบบเห็นได้ชัด

3) เกมนี้มีจุดโทษไหม?

เกมนี้ไม่มีการได้จุดโทษจากทั้งสองฝ่ายตลอด 90 นาที ดังนั้นประตูทั้งหมดเกิดจากโอเพ่นเพลย์ล้วน ๆ ซึ่งทำให้การแข่งขันถูกตัดสินด้วยคุณภาพในจังหวะเข้าทำและการป้องกันในพื้นที่สำคัญเป็นหลัก โดยประเด็นที่ถูกพูดถึงจึงไปอยู่ที่ความเห็นต่างเกี่ยวกับจังหวะปะทะก่อนเกิดประตูชัย มากกว่าการตัดสินในกรอบเขตโทษโดยตรง

4) จุดเปลี่ยนสำคัญคืออะไร?

จุดเปลี่ยนสำคัญของเกมนี้เริ่มต้นจากการที่ซิตี้ยิงขึ้นนำต้นครึ่งหลังในนาที 48 ซึ่งทำให้รูปเกมเปิดมากขึ้น เพราะฟอเรสต์ต้องยกเกมรุกขึ้นสูงเพื่อทวงประตูคืน และนั่นนำไปสู่ประตูตีเสมอนาที 54 จากนั้นเกมเข้าสู่โหมดลุ้นกันจังหวะต่อจังหวะ จนท้ายที่สุดซิตี้อาศัยความเฉียบคมในช่วงท้ายมายิงประตูชัยได้ในนาที 83 และปิดเกมด้วยชัยชนะ 2-1

5) ทำไมมีดราม่าหลังประตูชัย?

ดราม่าหลังเกมเกิดจากการโต้แย้งว่าในจังหวะก่อนที่ซิตี้จะทำประตูชัยนาที 83 อาจมีการฟาวล์หรือการปะทะที่ควรถูกเป่าหยุดเกม ซึ่งฝั่งฟอเรสต์มองว่าเป็นจังหวะที่มีผลต่อผลการแข่งขันอย่างมาก เพราะเป็นช่วงเวลาสำคัญที่สุดของเกม เมื่อข้อถกเถียงเกิดขึ้นในวินาทีที่เปลี่ยนผลแพ้ชนะได้ทันที จึงทำให้ประเด็นการตัดสินถูกพูดถึงควบคู่ไปกับคุณภาพการเล่นของทั้งสองทีม